นายทวีศักดิ์ สินธุวงศ์
|
|
|
นายทวีศักดิ์ สินธุวงศ์ เกิดเมื่อวันที่
๒๓ มกราคม ปีพุทธศักราช ๒๔๖๐ เป็นบุตรคนที่ ๓ ของ
พ่อวงศ์ และคุณแม่เขียว สินธุวงศ์ ซึ่งท่านมีพี่น้องร่วมท้องเดี่ยวกันถึง
๙ คน เป็นผู้ชาย ๔ คน ผู้หญิง ๕ คน ชื่อเดิมของท่านคือ “ ถี ” ตั้งโดยพ่อเฒ่าขุนม่วงไข่ขจร
|
หน้าที่สำคัญในขบวนการเสรีไทย
|
|
|
หน้าที่สำคัญในขบวนการเสรีไทย
ปี
๒๔๘๗ คุณทอง กันทาธรรม
ซึ่งขณะนั้นได้เป็นผู้แทนราษฎรจังหวัดแพร่ ได้รับบัญชาจากหัวหน้าเสรีไทยคือ
หลวงประดิษฐ์ มนูธรรม มาชวนให้พวกเราช่วยกันคิดต่อต้านญี่ปุ่น
ขณะนั้นรัฐบาลได้แยกความเห็นเป็น ๒ ฝ่ายคือ ฝ่ายหนึ่งร่วมรบกับญี่ปุ่น
และให้ญี่ปุ่นมาตั้งกองทัพในไทย อีกฝ่ายไม่ยอมร่วม
จึงพยายามคิดติดต่อกับเอมริกาให้ส่งอาวุธและเสบียงอาหารมาให้ในขณะที่ทำงานเสรีไทยนั้นเป็นชีวิตที่โลดโผนตื่นเต้นผจญภัย
ดังนี้
เดือนธันวาคม
๒๔๘๗ ทางอเมริกาส่งพลร่ม ๒ คนคือ คุณบุญมาก เทศบุตร และคุณวิมล วิริยะวิทย์
ได้มาโดดร่มลงที่ป่าเทือกเขาห้วยอ้อยเขตติดต่อแพร่-น่าน
แล้วเดินออกมาขึ้นรถยนต์ที่แม่หล่ายเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ไปรายงานตัวที่หน่วยเสรีไทย ต่อมาทางกรุงเทพฯได้ให้คุณทอง
เดินทางมาแพร่เพื่อเก็บของที่ทิ้งลงมากับพลร่ม เช่น อาวุธ วิทยุ
และเสบียงอาหารต่างๆ คุณทองก็มาชวนนายทวีศักดิ์ สินธุวงศ์ กับนายอ้วน ลือวัฒนานนท์ เข้าป่าตามที่คุณบุญมากบอกคือ สันเขาห้วยอ้อยและได้เดินทางเข้าค้นหาอยู่
๕ วัน ก็ไม่พบจึงได้กลับออกแล้วคุณทองก็ลงไปตามตัว คุณบุญมากมาค้นแต่ยังไม่พบ
คุณทองกับคุณบุญมากก็เข้ากรุงเทพฯ ต่อมาอีก ๑ อาทิตย์
คุณทองได้สั่งให้ลงไปกรุงเทพฯ ซึ่งตอนนั้นทางรถไฟขาดเป็นช่วง ๆ
นายทวีศักดิ์ต้องถีบจักรยานจากแพร่ไปเด่นชัยแล้วขึ้นรถไฟไปลงสถานีชุมทางบ้านดาราแล้วต่อไปลงสวรรคโลก(เพราะสะพานดาราถูกระเบิดขาด)
จากสวรรคโลกขึ้นรถไฟไปลงที่พิษณุโลก จากพิษณุโลกไปต่อรถถ่อ
คือเอาล้อรถไฟพาดราง ๒ ราง แล้วเอาไม้พาดนั่งให้คนงานใช้ไม้ถ่อเหมือนถ่อเรือถึงตะพานหินแล้วลงเรือถึงปากน้ำโพ
|
หน้าที่สำคัญในขบวนการเสรีไทย(ต่อ)
|
แล้วขึ้นรถไฟเข้ากรุงเทพฯ
กว่าจะถึงใช้เวลา ๔ วัน
เมื่อไปถึงแล้วคุณทองก็ส่งเข้าค่ายหน่วยฝึกอบรมที่บ้านคุณชาญ บุญมาก ที่ถนนสุโขทัย เข้าอบรมเรื่องรหัสวิทยุ ฝึกหัดรับ-ส่งโค้ชต่างๆเป็นเวลา
๒ เดือน จึงได้กลับ
เมื่อกลับมาอยู่บ้านได้ ๑๕ วัน ทางหน่วยกรุงเทพฯ ให้หาจุดที่จะนำพลร่มและอาวุธ
เสบียงอาหารลง ซึ่งในตอนนี้ทำให้คิดมากว่าจะหาที่ๆเหมาะสมปลอดภัย เพราะที่แพร่ก็มี ทหารญี่ปุ่นอยู่ จึงคิดได้ว่าแพะเปียง
ซึ่งเป็นสถานที่ห่างจากหมู่บ้านพอสมควรจึงได้กำหนดเอาที่นี่
แล้วส่งโค้ชนัดหมายไปที่หน่วยกรุงเทพฯ ว่าในท้องที่น้ำรัด อำเภอสอง
ให้นับจากอำเภอสองล่องมาตามลำน้ำยม ๑๗ กม. มาแล้วแยกจากลำน้ำยมไปทางทิศตะวันตกอีก
๖ กม. เป็นที่นัดหมาย ทั้งนี้ นายทวีศักดิ์
ก็ยังไม่แน่ใจว่าเขาจะเข้าใจและลงถูก ต่อมาอีก ๑๐ วัน นายทวีศักดิ์
ก็ได้รับคำสั่งจากหน่วยกรุงเทพฯ ว่าให้เตรียมรับของและพลร่ม
ข้าพเจ้าพร้อมคุณทองและพรรคพวกได้เดินทางไปที่แพะเปียงไปรออยู่จนถึงบ่าย ๒โมง
จึงได้ยินเสียงเครื่องบิน ท่านจึงใช้ไฟฉายส่งสัญญาณขึ้นไปแล้วทำสัญญาณจุดกองไฟเป็นรูปตัวที(T) เพื่อให้ลงตามที่นัดหมายไว้
พอเครื่องบินวนลงต่ำทำให้ตื่นเต้นมากเพราะไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต
พอวนรอบแรกให้คนลงมาก่อน ครั้งที่สองจึงปล่อยสัมภาระลงมาพร้อมกัน ๒๘ ร่ม
ตลอดทั้งคืนไม่ได้หลับไม่ได้นอนต้องเตรียมเก็บของซ่อนและบังเอิญคนที่โดดลงมาไปติดค้างกิ่งไม้จึงช่วยกันลงมาแล้วพาออกมาเปลี่ยนเครื่องแต่งกาย
เปลี่ยนชื่อเป็นหนานรส (ชื่อเดิม
สโรจน์ โล่สุวรรณ) และได้มาตั้งเครื่องรับ
- ส่งวิทยุที่บ้านนายยงยุทธ สินธุวงศ์
เดี๋ยวนั้นและทำการติดต่อกับต่างประเทศ เมื่อติดต่อกันได้สะดวกแล้วในระยะนั้นพวกญี่ปุ่นเคลื่อนไหวขึ้นล่องตามถนนแพร่-น่าน
ตลอดเวลา จึงเห็นว่าไม่ปลอดภัยจึงได้อพยพไปอยู่ผาบ่องเขตเวียงต้าแล้วติดต่อทางหน่วยต่างประเทศให้ส่งพรรคพวกพลร่มและอาวุธพร้อมเสบียงอาหารให้มาลงที่ แพะเปียงอีก ๑ ครั้ง โดยมีพลร่มลงมาด้วย ๓
คน เป็นฝรั่ง ๒ คน คนไทย ๑ คน จึงได้เริ่มต้นระดมครูประชาบาลในจังหวัดแพร่
เข้าไปฝึกอาวุธยุทธวิธีต่างๆ เป็นชุดๆละ ๑๐๐
คน ฝึกชุดละ ๑ เดือนได้ประมาณ ๕๐๐
กว่าคน ขณะกำลังระดมฝึกอยู่ก็พอดีที่ญี่ปุ่นถูกปรมาณูบอมบ์และยอมแพ้ต่อสงคราม
จากนั้นก็ได้ถูกเรียกให้นำพลพรรคลงไปสวนสนามที่กรุงเทพฯ งานเสรีไทยจึงได้จบลง
ทุกคนต่างก็ทำมาหากินกัน นายทวีศักดิ์ สินธุวงศ์ ร่วมขบวนการเสรีไทยโดยความสมัครใจด้วยความรักชาติเป็นอย่างยิ่ง
ไม่ต้องการลาภ ยศ บรรดาศักดิ์ ใดใดตอบแทน ต้องการให้เยาวชนรุ่นหลังได้เห็นตัวอย่างที่ดีงาม
ความเสียสละอันยิ่งใหญ่ที่ทุกคนในชาติ ต่างกล่าวขวัญถึงว่า “คนหนองม่วงไข่เลือดเข้มข้นนักและเป็นคนจริง” สมดัง กระบวนการเสรีไทยในอดีต
งานของเสรีไทยเป็นงาน ปิดทองหลังพระ
ได้มีการสาบานกันไว้ว่าหากสิ้นภารกิจแล้ว “เสรีไทย” จะสลายตัว เหลือไว้แต่เกียรติประวัติให้เป็นที่ภาคภูมิใจแก่ลูกหลานที่อยู่เบื้องหลังสืบไป
|