|
เช้าวันหนึ่งเวลาประมาณ
10 นาฬิกาเศษ ทราบข่าวมาว่า พวกทหารญี่ปุ่น
จะเดินทางเข้ามามำบลหนองม่วงไข่
พ่อเฒ่าขุนม่วงไข่ขจร และพ่ออ้วน
ได้ตีเก๊าะ (ภาษาบ้านเราท้องถิ่นเรียกว่า “กองโล๊ะ” ซึ่งทำมาจากไม้สักเจาะเป็นรูกลวง
เวลาตีจะมีเสียงดังไปไกลมาก) ณ เวลานั้น
ประชาชนราษฎรตำบลหนองม่วงไข่
ได้ออกไปทำไร่ ทำนา ทำสวน หาปูหาปลา ตามทุ่งนามาเป็นอาหาร ทุกคนทั้งหญิงชาย เมื่อได้ยินเสียงตีเก๊าะ
จะพากันวิ่งมาบ้านกำนัน พ่อเฒ่าขุนม่วงไข่ขจร
พ่อออ้วน ก็จะประชุมกันว่า เวลานี้
ญี่ปุ่นจะบุกเข้าตำบลหนองม่วงไข่ของพวกเรา
พวกเราทุกคนจะต้องช่วยกัน โดย
พ่ออ้วนและพรรคพวกที่ไว้ใจได้ให้ควบคุมไปอีกทีหนึ่ง พ่ออ้วนจะเป็นผู้แจกปืนคนละกระบอก ระเบิดบ้าง และชะแลง ไปรอคอยทหารญี่ปุ่น
ด้วยกัน 2 จุด จุดแรกที่ขวาปู่เต๋
(สะพานปู่เต๋
เชื่อมระหว่างบ้านแม่คำมีตำหนักธรรม กับ บ้านแม่คำมีรัตนปัญญา)
ซึ่งเป็นลำเหมืองที่ลึกมาก เป็นทางน้ำที่ไหลลงสู่แม่น้ำแม่คำมี และจุดที่สอง ขวาร่องโปร่ง (สะพานร่องโปร่ง)อยู่เลยโรงเรียนหนองม่วงไข่
(ม่วงไข่วิทยาคาร) และโรงเรียนม่วงไข่วิทยาคม ซึ่งเป็นทางน้ำที่ไหลลงสู่หนองน้ำใหญ่
สำหรับชะแลงที่แจกไปนั้นเพื่อจะนำไปงัดไม้ที่ปูเป็นพื้นสะพานออก ซึ่งรถจะไม่สามารถข้ามไปได้ ต่อมามีคนเล่าว่า
ทหารญี่ปุ่นผ่านเลยบ้านแม่คำมีตำหนักธรรมไปถึงบ้านแม่ยางกาด ไปถามชาวบ้านว่า บ้านหนองม่วงไข่ไปทางไหน พวกชาวบ้านแม่ยางกาด ชี้ทางบอกไปทางอำเภอร้องกวาง
พวกทหารญี่ปุ่นก็ไม่สามารถเข้าไปตำบลหนองม่วงไข่ได้ ประชาชนราษฎร ที่ได้รับแจกปืน ระเบิด ชะแลงไปนั้นก็นำกลับมาไว้ที่บ้านกำนันเหมือนเดิม
ที่บ้านพ่อขุนม่วงไข่ขจร หรือบ้านพ่ออ้วน จะมีห้องๆหนึ่งเก็บปืนคาร์บินไว้เต็มห้อง จัดเรียงไว้เป็นแถวๆ
ซึ่งมีอะไรอีกเยอะซึ่งข้าพเจ้าไม่สามารถเล่าได้
พ่อเล่าให้ฟังว่า (พ่ออ้วน
ลือวัฒนานนท์)
หลังจากที่ขบวนการเสรีไทย ได้รับชัยชนะแล้ว ราษฎรหรือประชาชนชาวตำบลหนองม่วงไข่ ครูประชาบาลและสมัครพรรคพวกของพ่อ ต่างก็ดีอกดีใจกันใหญ่ เพราะพ่อบอกว่าพวกเราจะได้เดินทางไปสวนสนามที่ท้องสนามหลวงในกรุงเทพมหานคร พ่อเป็นหัวหน้ากำลังพล ดูแลประชาชน
ราษฎรที่จะเดินทางเข้ากรุงเทพฯกัน
ซึ่งการไปครั้งนั้น
ทุกคนจะต้องใส่ชุดสีกากี ณ เวลานั้นราษฎรจะไม่มีชุดสีกากี จะต้องให้ลูกเมียจัดหาผ้าตุ่นจากฝ้ายที่ทำขึ้นเองในหมูบ้าน และทุกคนทีไปกรุงเทพฯในครั้งนั้น ต้องไปขึ้นรถไฟที่สถานีเด่นชัย พ่อบอกว่าพ่อคนเดียวที่จะให้รถไฟหยุด
หรือเดินทางได้ โดยเป็นคนโบกธง เขียว – แดง
ซึ่งเป็นสัญญาณให้รถไฟออกเดินทางไปสู่จุดหมายที่หัวลำโพงได้ ทุกๆคนที่เดินทางไปครั้งนี้ ค่ารถไฟฟรี
ค่ากินฟรีร่วมถึงที่พักก็ฟรีด้วย
แต่ก็อย่างว่านั้นแหละ คนบ้านนอกเข้ากรุง ไม่รู้อิโหน่อิแหน่ ไม่รู้เหนือรู้ใต้ จะไปไหนต้องพึ่งตำรวจ จะกลับที่พักก็ไปไม่ถูก
ต้องพึ่งตำรวจนำทางไปอีกทีหนึ่ง
คืนวันหนึ่งเวลาประมาณ 3
ทุ่ม (21 นาฬิกา)
ที่ฝรั่งจะเดินทางไปยังแพะเปียง
คืนวันนั้นฝนตกหนักมาก
พวกฝรั่งและผู้นำทาง ซึ่งเป็นคนที่สนิทกับพ่ออ้วน พาพวกฝรั่งทั้งสามคนซึ่งเปียกปอนด้วยน้ำฝน สั่นหนาวมาก
พ่อเฒ่าขุนม่วงไข่ขจรบอกให้ลูกสาว
แม่แพร ลือวัฒนานนท์ ให้นำเสื้อกับกางเกงหม้อห้อมใหม่มาให้คนละชุด
ซึ่งฝรั่งดีใจมากๆ
พวกนี้เขาจะต้องเดินทางในเวลากลางคืน
ซึ่งจะมีอุปสรรคจากสัตว์ป่าทุกชนิด
เวลานั้นบ้านพ่ออ้วนยังไม่มีไฟฟ้าใช้
ยังคงใช้ตะเกียงน้ำมันก๊าดดวงเล็กๆ บางบ้านก็ใช้จุดไต้
(จุดขี้ขะย้า)ยางไม้ที่ได้มาจากในป่า
ระยะนั้นทุกบ้านทุกหลังคาเรือนจะไม่ให้จุดไฟ เพราะกลัวเหตุการณ์ที่ไม่ปกติ ณ เวลานั้น
มีครั้งหนึ่ง เวลาประมาณ 5 โมงเย็น (17 นาฬิกา) ท่านผู้แทนทอง
กันทาธรรม ได้จัดเครื่องรับ – ส่ง วิทยุ ที่เรือนชานบ้านพ่ออ้วน ซึ่งใช้ระหัส
ฮัลโล – กุหลาบ – กุหลาบ ที่นี่ลำดวลพูด ข้าพเจ้าเข้าใจว่าท่านคงจะสื่อสารไปยังแพะเปียง
ซึ่งคงจะพูดกับคุณชโรช โล่ห์สุวรรณ ด้วยความลับบางอย่าง
วันที่พวกเราชาวตำบลหนองม่วงไข่
ทั้งตื่นเต้นและน่ากลัว วันนั้นเวลาประมาณ
3 ทุ่มหรือ 21 นาฬิกา เครื่องบินได้นำ
อาวุธ อาหาร ยารักษาโรค
และอุปกรณ์ยังชีพทั้งหลาย
วันนั้นเป็นที่ทราบกันดีว่า
เครื่องบินจะนำร่มมาลงที่สนามโรงเรียนบ้านหนองม่วงไข่
หรือสนามเสรีไทยในเวลารี้ วันนั้นคณะพรรคพวกขบวนการได้เตรียมพร้อมอยู่แล้วที่บ้านพ่ออ้วน
เมื่อทุกคนได้ยินเสียงเครื่องบินมาแล้วต่างดีใจกันใหญ่ ได้ช่วยกันเตรียมฟางข้าวไปกองไว้ที่สนามเสรีไทยเป็นกองๆ
แล้วจุดไฟเป็นสัญญาณให้รับทราบ
ซึ่งมีคุณทอง
กันทาธรรมเป็นหัวหน้า
ใช้ระหัสส่งสื่อสารกัน ฬช้คำว่า “ดิส ดิส - เด่ห์
ดิส ดิส ดิส เด่ห์ ดิส”
ซึ่งระหว่างที่เครื่องบินโฉบไปมานั้นหลังคาบ้านแทบจะเปิดออก คนที่ไม่รู้เรื่อง
ก็จะพาลูกหลานทิ้งบ้านเรือนออกไปอยู่ที่อื่นกัน ข้าวของที่เครื่องบินนำมาส่งให้นั้น มีทั้งเครื่องอุปโภค บริโภค
เก็บไว้ในห้องเรียนได้ถึงสองห้องเรียน
ถ้าเป็นจำพวกปืน ลูกปืน
ก็นำมาเก็บไว้ที่บ้านพ่ออ้วน จะมีห้องหนึ่งใหญ่พอสมควรจะเป็นที่เก็บปืน สำหรับลูกปืนเก็บไว้ที่ยุ้งข้าว
ซึ่งเยอะมาก ข้าวของที่ลงมาจากเครื่องบินจะต้องช่วยกันหามไปเก็บไว้ที่โรงเรียน
และจะมีอีกพวกหนึ่ง คอยทำลายหลักฐานโดยช่วยกันลบทั้งลอยเท้า
ข้าวของที่ชักลากไปเพื่อไม่ให้เห็นร่องรอย
เมื่อทุกอย่างสำเร็จก็มีการฉลองกัน
คือกินเลี้ยงกันที่โรงเรียนประชาบาล
ซึ่งมีรำวงจากสาวบ้านวังหงษ์
มีการยิงพุสีต่างๆสวยงามมาก
ซึ่งไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน
วันนั้นมีคนในเมืองมาเยอะมาก
เท่าที่จำได้ก็มี คุณกุศล
ซึ่งเป็นภรรยาของ คุณทอง กันทาธรรม
พร้อมกับเพื่อนของท่าน
รวมทั้งบุตรชายคนโตของท่านคือ คุณภุชงค์
กันทาธรรม ตอนนั้นอายุ ประมาณ 3 ขวบเศษ |