นักสังเกตุการณ์เสรีไทยรุ่นจิ๋ว
|
|
คุณ
อุไร ( ลือวัฒนานนท์ ) ขณะนั้น อายุเพียง
8 ปี ในช่วงที่เสรีไทยบ้านหนองม่วงไข่ กำลังเตรียมการต่อต้านญี่ปุ่น ด้วยความอยากรู้ อยากเห็น และเป็นลูกสาวของแกนนำ คือ นายอ้วน ลือวัฒนานนท์
จึงมีโอกาสได้สัมผัส กับ ปฏิบัติการเสรีไทยในช่วงนั้นด้วยความตื่นเต้น
|
“ กุหลาบ – กุหลาบ นี่ ลำดวน พูด ”
|
มีอยู่ครั้งหนึ่ง เวลาประมาณ 5 โมงเย็น (17 นาฬิกา) ผู้แทนทอง
กันทาธรรม ได้จัดเครื่องรับ – ส่ง วิทยุ ที่เรือนชานบ้านพ่ออ้วน ซึ่งใช้ระหัส
ฮัลโล – กุหลาบ – กุหลาบ ที่นี่ลำดวลพูด ข้าพเจ้าเข้าใจว่าท่านคงจะสื่อสารไปยังแพะเปียง
ซึ่งคงจะพูดกับคุณชโรช โล่ห์สุวรรณ ด้วยความลับบางอย่าง |
เมื่อทหารอเมริกันมาถึงหนองม่วงไข่
|
คืนวันหนึ่งเวลาประมาณ
3 ทุ่ม (21
นาฬิกา)ข้าพเจ้าได้เห็นทหารอเมริกัน 3 คน
ที่มาช่วยงานเสรีไทยจะเดินทางไปยัง แพะเปียง
คืนวันนั้นฝนตกหนักมาก
พวกฝรั่งและผู้นำทาง ซึ่งเป็นคนที่สนิทกับพ่ออ้วน พาพวกฝรั่งทั้งสามคนซึ่งเปียกปอนด้วยน้ำฝน สั่นหนาวมาก
พ่อเฒ่าขุนม่วงไข่ขจรบอกให้ลูกสาว
แม่แพร ลือวัฒนานนท์ ให้นำเสื้อกับกางเกงหม้อห้อมใหม่มาให้คนละชุด
ซึ่งฝรั่งดีใจมากๆ พวกนี้เขาจะต้องเดินทางในเวลากลางคืน ซึ่งจะมีอุปสรรคจากสัตว์ป่าทุกชนิด เวลานั้นบ้านพ่ออ้วนยังไม่มีไฟฟ้าใช้ ยังคงใช้ตะเกียงน้ำมันก๊าดดวงเล็กๆ บางบ้านก็ใช้จุดไต้
(จุดขี้ขะย้า)ยางไม้ที่ได้มาจากในป่า
ระยะนั้นทุกบ้านทุกหลังคาเรือนจะไม่ให้จุดไฟ เพราะกลัวเหตุการณ์ที่ไม่ปกติ ณ เวลานั้น |
เตรียมพร้อม ญี่ปุ่นจะบุกบ้านหนองม่วงไข่
|
เช้าวันหนึ่งเวลาประมาณ
10 นาฬิกาเศษ ทราบข่าวมาว่า พวกทหารญี่ปุ่น
จะเดินทางเข้าตำบลหนองม่วงไข่
พ่อเฒ่าขุนม่วงไข่ขจร และพ่ออ้วน ( นายอ้วน ลือวัฒนานนท์ ) ได้ตีเกราะ (ภาษาบ้านเราท้องถิ่นเรียกว่า “กองโล๊ะ”
ซึ่งทำมาจากไม้สักเจาะเป็นรูกลวง เวลาตีจะมีเสียงดังไปไกลมาก) ณ เวลานั้น ประชาชนราษฎรตำบลหนองม่วงไข่ ได้ออกไปทำไร่
ทำนา ทำสวน หาปูหาปลา ตามทุ่งนามาเป็นอาหาร ทุกคนทั้งหญิงชาย เมื่อได้ยินเสียงตีเก๊าะ
จะพากันวิ่งมาบ้านกำนัน พ่อเฒ่าขุนม่วงไข่ขจร
พ่ออ้วน กล่าวในที่ประชุมว่า
ญี่ปุ่นจะบุกเข้าตำบลหนองม่วงไข่ของพวกเรา
พวกเราทุกคนจะต้องช่วยกัน โดย
พ่ออ้วนจะเป็นผู้แจกปืนคนละกระบอก
ระเบิดบ้าง และชะแลงบ้าง ไปรอคอยทหารญี่ปุ่น ด้วยกัน 2 จุด จุดแรกที่ขวาปู่เต๋ (สะพานปู่เต๋ เชื่อมระหว่างบ้านแม่คำมีตำหนักธรรม กับ
บ้านแม่คำมีรัตนปัญญา) ซึ่งเป็นลำเหมืองที่ลึกมาก
เป็นทางน้ำที่ไหลลงสู่แม่น้ำแม่คำมี
และจุดที่สอง ขวาร่องโปร่ง (สะพานร่องโปร่ง)อยู่เลยโรงเรียนหนองม่วงไข่
(ม่วงไข่วิทยาคาร)
และโรงเรียนม่วงไข่วิทยาคม
ซึ่งเป็นทางน้ำที่ไหลลงสู่หนองน้ำใหญ่ (สำหรับชะแลงที่แจกไปนั้นเพื่อจะนำไปงัดไม้ที่ปูเป็นพื้นสะพานออก
เพื่อรถจะไม่สามารถข้ามไปได้ ) ต่อมามีคนเล่าว่า
ทหารญี่ปุ่นผ่านเลยบ้านแม่คำมีตำหนักธรรมไปถึงบ้านแม่ยางกาด ไปถามชาวบ้านว่า บ้านหนองม่วงไข่ไปทางไหน พวกชาวบ้านแม่ยางกาด ชี้ทางบอกไปทางอำเภอร้องกวาง
พวกทหารญี่ปุ่นเลยไม่สามารถเข้าไปตำบลหนองม่วงไข่ได้ ประชาชนราษฎร ที่ได้รับแจกปืน ระเบิด
ชะแลงไปนั้นก็นำกลับมาไว้ที่บ้านกำนันเช่นเดิม ที่บ้านพ่อขุนม่วงไข่ขจร
หรือบ้านพ่ออ้วน จะมีห้องๆหนึ่งเก็บปืนคาร์บินไว้เต็มห้อง จัดเรียงไว้เป็นแถวๆ ซึ่งมีอาวุธอะไรอีกเยอะซึ่งข้าพเจ้าไม่สามารถจำได้ |
การทิ้งร่มครั้งสุดท้าย
|
อีกวันหนึ่งที่พวกเราชาวตำบลหนองม่วงไข่
ตื่นเต้นคือวันที่ เครื่องบินได้นำ
อาวุธ อาหาร ยารักษาโรค
และอุปกรณ์ยังชีพ
มาทิ้งร่มลงที่สนามโรงเรียนบ้านหนองม่วงไข่ หรือสนามเสรีไทยในเวลานี้ วันนั้นคณะพรรคพวกขบวนการได้เตรียมพร้อมอยู่แล้วที่บ้านพ่ออ้วน
เมื่อทุกคนได้ยินเสียงเครื่องบินมาแล้วต่างดีใจกันใหญ่ ได้ช่วยกันเตรียมฟางข้าวไปกองไว้ที่สนามเสรีไทยเป็นกองๆ
แล้วจุดไฟเป็นสัญญาณให้รับทราบ
ซึ่งมีคุณทอง
กันทาธรรมเป็นหัวหน้า
ใช้ระหัสส่งสื่อสารกัน ใช้คำว่า “ดิส ดิส - เด่ห์
ดิส ดิส ดิส เด่ห์ ดิส”
ซึ่งระหว่างที่เครื่องบินโฉบไปมานั้นหลังคาบ้านแทบจะเปิดออก คนที่ไม่รู้เรื่อง ก็จะพาลูกหลานทิ้งบ้านเรือนออกไปอยู่ที่อื่นกัน ข้าวของที่เครื่องบินนำมาส่งให้นั้น มีทั้งเครื่องอุปโภค บริโภค
เก็บไว้ในห้องเรียนได้ถึงสองห้องเรียน
ถ้าเป็นจำพวกปืน ลูกปืน
ก็นำมาเก็บไว้ที่บ้านพ่ออ้วน จะมีห้องหนึ่งใหญ่พอสมควรจะเป็นที่เก็บปืน สำหรับลูกปืนเก็บไว้ที่ยุ้งข้าว
ซึ่งเยอะมาก
ข้าวของที่ลงมาจากเครื่องบินจะต้องช่วยกันหามไปเก็บไว้ที่โรงเรียน
และจะมีอีกพวกหนึ่ง คอยทำลายหลักฐานการทิ้งร่มโดยช่วยกันลบทั้งลอยเท้า
ข้าวของที่ชักลากไปเพื่อไม่ให้เห็นร่องรอย
เมื่อทุกอย่างสำเร็จก็มีการฉลองกัน
คือกินเลี้ยงกันที่โรงเรียนประชาบาล
ซึ่งมีรำวงจากสาวบ้าน วังหงษ์
มีการยิงพุสีต่างๆสวยงามมาก
ซึ่งไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน
วันนั้นมีคนในเมืองมาเยอะมาก
เท่าที่จำได้ก็มี คุณกุศล
ซึ่งเป็นภรรยาของ คุณทอง
กันทาธรรม
พร้อมกับเพื่อนของท่าน
รวมทั้งบุตรชายคนโตของท่านคือ คุณภุชงค์
กันทาธรรม ตอนนั้นอายุ ประมาณ 3 ขวบเศษ |
ชัยชนะของเสรีไทย
|
หลังจากที่ขบวนการเสรีไทย ได้รับชัยชนะและญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้แล้ว ราษฎรหรือประชาชนชาวตำบลหนองม่วงไข่ ครูประชาบาลและสมัครพรรคพวกของพ่อ ต่างก็ดีอกดีใจกันใหญ่
เพราะพ่อบอกว่าพวกเราจะได้เดินทางไปสวนสนามที่ท้องสนามหลวงในกรุงเทพมหานคร พ่อเป็นหัวหน้ากำลังพล ดูแลประชาชน
ราษฎรที่จะเดินทางเข้ากรุงเทพฯกัน
ซึ่งการไปครั้งนั้น
ทุกคนจะต้องใส่ชุดสีกากี ณ เวลานั้นราษฎรจะไม่มีชุดสีกากี
จะต้องให้ลูกเมียจัดหาผ้าตุ่นจากฝ้ายที่ทำขึ้นเองในหมู่บ้าน และทุกคนที่ไปกรุงเทพฯในครั้งนั้น ต้องไปขึ้นรถไฟที่สถานีเด่นชัย พ่อบอกว่าพ่อคนเดียวที่จะให้รถไฟหยุด
หรือเดินทางได้ โดยเป็นคนโบกธง เขียว – แดง ซึ่ง
เป็นสัญญาณให้รถไฟออกเดินทางไปสู่จุดหมายที่หัวลำโพงได้ ทุกๆคนที่เดินทางไปครั้งนี้ ค่ารถไฟฟรี
ค่ากินฟรีร่วมถึงที่พักก็ฟรีด้วย แต่ก็อย่างว่านั้นแหละ
คนบ้านนอกเข้ากรุง ไม่รู้อิโหน่อิแหน่
ไม่รู้เหนือรู้ใต้
จะไปไหนต้องพึ่งตำรวจ จะกลับที่พักก็ไปไม่ถูก
ต้องพึ่งตำรวจนำทางไป |