ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ
บันทึก นายชโรช โล่ห์สุวรรณ
ประวัติ และ บันทึกความทรงจำของ นาย ชโรช โล่ห์สุวรรณ

ประวัติ และ บันทึกความทรงจำของ นาย ชโรช  โล่ห์สุวรรณ

ชื่อ  ชโรช  นามสกุล  โล่ห์สุวรรณ  เกิดวันที่  30  มีนาคม  พ.ศ.2464

สัญชาติ  ไทย  เชื้อชาติ  ไทย  ศาสนา  พุทธ

บิดา  ร.อ. หลวงมลายบรจักร  (บุญมี  โล่ห์สุวรรณ )

มารดา  นาง จรูญ  โล่ห์สุวรรณ ( ภวภูตานนท์  ณ มหาสารคาม )

พี่น้อง  1.             นาย ติ้น  โล่ห์สุวรรณ

2.             คุณหญิง ตลับ  ติงศภัทย์

3.             นาย ดำเกิง  โล่ห์สุวรรณ

4.             พลเรือตรี บุรี  โล่ห์สุวรรณ

5.             นายแพทย์ ประจักษ์  โล่ห์สุวรรณ

6.             แพทย์หญิง ประไพ  บุญกระพือ

7.             แพทย์หญิง อัมพร  เปรมปรี

คู่สมรส  นาง วรลักษณ์  โล่ห์สุวรรณ

บุตร ธิดา      1.  นาย ชนก  โล่ห์สุวรรณ

2.   น.ส. วรวรรณ  โล่ห์สุวรรณ

ภูมิลำเนา  เลขที่  6  ซอย  12  ถนนสุขุมวิท 101  บางจาก  พระโขนง  กทม.  10260  ( โทร.0-2332-9932 )

                                                                                                                                                 ( วันพุธ ที่  25 มิ.ย. 46 )

ตอน 1

                 ถึงแล้ว  ใช่แล้ว  เตรียมตัวได้  ระวังสัญญาณ  โดดลงได้ LOS   LOS เข้าที่นั่งลงที่หัวบันไดห้องเครื่อง  Lancaster  มองลงไปมืดมิดไปหมด  คลำกระเป๋าหาบุหรี่  ไม่มีซักซอง  ลูกเรือรู้ใจส่ง Lucky  Strike  จากกระเป๋าของเขาให้  สัญญาณดังขึ้น  Good Luck Los  “ Bye  Solony  Thank  you 

                Los  ปล่อยมือ  ทิ้งตัวลงตามบันไดลื่น  ตัวปลิวเคว้งคว้าง  ออกมาจากท้องเครื่อง  ร่มกางออกเอง  มองลงไปข้างล่างเห็นเป็นพื้นสนามใหญ่สีดำน่าดู  ไม่มีความน่ากลัว  แผลบเดียว เสียงดัง ผัวะผะๆ รูดลงตามกิ่ง  ตามใบ  เชือกร่มติดเด้งผึงผางๆ หยั่งเท้าดู เอ๊ะเจอดินนี่หว่า  ใช่แล้วดินจริงๆ  ยังเด้งอยู่ได้เลย  เอะเสียงคนเอะอะเข้ามาใกล้ใครกันหว่าฟังไม่ออก  ไม่ใช่คนไทยเว้ย  ปลดเชือกร่มที่อกออก  กระชับปืนพกในมือให้แน่น  เอียงตัวบังต้นไม้ตะโกนออกไปว่า  หยุด  หยุด   เห็นเงาคนตะคุ่มๆ 2-3 คน  อย่าเข้ามา หยุด นั่งลง   เงาก็นั่งลงตามคำสั่ง  Los  คิด เอ แบบนี้เป็นพวกเดียวกันแล้ว  แล้ว Los  ก็ออกไปพบชาวบ้าน  เขาก็ลุกขึ้นนำทาง Los  ก็เดินตามเขาไป ไปพบคนไทย  พูดไทยฟังได้ชัด

คนหนึ่งชื่อ  ทอง 

อีกคนหนึ่งชื่อ  อ้วน

อีกคนหนึ่งชื่อ  คุณถี

ตอน 1(ต่อ)

                 คุณทอง  ท่าทางจะเป็นหัวหน้ารูปร่างสันทันกระเดียดไปทางจะอ้อนแอ้น  น้าอ้วน ท่าทางจะเป็นลูกพี่ รูปร่างสันทัดไม่สูง  หัวเราะเรื่อย  อะไรก็หัวเราะได้  คุณถี หนุ่มที่สุดท่าทางเอาการเอางาน ปราดเรียวแถมดูจะฉลาดเอาการ

                ทั้งหมดมานั่งที่ขอนไม้  มีกองไฟอยู่ข้างๆ ถามหาบุหรี่ก่อนทั้งหมด Los  ก็แจกหมด  บุหรี่อเมริกัน รสอร่อย สูบไปคุยไป หมดซอง หมดแล้ว หมดเลย ลูกหาบมาบอกว่า เก็บร่มได้หมดแล้ว ช่วยกันรื้อ หาบุหรี่มาสูบต่อ  รื้อจนหมดไม่มีเลย  มีแต่กระป๋องถั่วลิสง  ทุกคนฮา เมืองแพร่มีถั่วกันเป็นเกวียน หน้าเบ้ไปตามๆกัน  Los บอกว่า  จะบอกให้เขาส่งมาให้เที่ยวหน้า  เที่ยวนี้มีแต่ปืนกับกระสุนปืน  แต่แล้วไม่ได้สูบบุหรี่ดีๆอีกเลย  จนกระทั่งจบสงครามโลกครั้งที่ 2

                ตกลงคืนนั้น  เข้าที่พักที่บ้านหนองม่วงไข่นั่นเอง  เข้าของที่เอามา  คุณทอง จัดการเรียบร้อย  คุณทอง  นามสกุล  กันทาธรรม  รับหน้าที่ไปเอง  Los ไม่เข้าไปยุ่มย่ามด้วยเลย

ตอน 2

ตื่นนอนเช้าตามปกติ  ออกไปเดินเล่นในป่าข้างบ้าน  ทำเลพอใช้ได้ กะจะเอาเครื่องส่งวิทยุไปลองตั้งดู แต่พอสายหน่อยๆ มีคนเดินผ่าเสียงสวบสาบๆค่อยๆไปแอบดู เห็นแต่งตัวเป็นทหาร  ท่าทางเป็นทหารไทย  เสื้อผ้าขาดกะรุ่งกะริ่ง เดินเดี่ยว  ต่างคนต่างเดิน  มีปืนก็มี  มือเปล่าก็มี  เดินทางผ่านกันไปในทิศทางเดียวกัน  เป็นทหารไทยที่ถอยร่นมาจากแนวตะเข็บชายแดนพม่า  เป็นทหารไทยที่ไปตั้งยันกับประเทศจีนแผ่นดินใหญ่  กองพล 79  เป็นทหารที่ถูกปลดประจำการกลางป่า  ปล่อยให้กลับบ้านกันเอาเอง  แบบปล้นกินไปตามทาง  จนกว่าจะถึงภูมิลำเนาของตัวเอง แม่ทัพ คือ หลวงพรมโยธี

สายหน่อย  ก็มีคนแปลกหน้ามายุ่มย่ามที่บ้านพัก  แต่งตัวธรรมดาเป็นนายตำรวจ  นายร้อย ร.ต.ท.บัญญัติ  ขึ้นมาบนชานบ้าน  ปราดไปที่โต๊ะทำงานที่เก็บสมุดรหัสวิทยุ  ไม่ได้การแล้วต้องหันโต๊ะเอาข้างลิ้นชักเข้าชนเสาไว้  ตัวเองยืนคุมเล่นๆ ที่โต๊ะ คอยกันไม่ให้เข้าถึงตัวลิ้นชัก  ร.ต.ท. ก็ป้วนเปี้ยนจะเปิดลิ้นชักโต๊ะให้ได้  เราก็กันไว้ไม่ให้เปิด เอาจริงกันล่ะ  กันๆ จนออกนอกหน้า  ในที่สุด  ร.ต.ท. ก็ถอยเลิกที่จะเปิดลิ้นชักละ  เปิดอ้าวไปเลย

ในเมืองแพร่  มีสายญี่ปุ่นที่เป็นคนพม่า  ที่เราจะต้องค่อยจับตาดูอยู่  เขาเป็นสายญี่ปุ่น  เราก็มีเหมือนกัน  มีเสี่ยเล็ก  เสี่ยใหญ่  พ่อเลี้ยง............ ลูกน้องเราเต็มบ้านเต็มเมือง  แต่ที่บ้านนี้คงทำงานไม่ได้แน่  ไม่รู้จะทำงานได้ที่ไหนในที่สุดก็ย้ายเข้าป่า

ก่อนย้ายก็กินข้าวเย็นเสียก่อน  กินแล้วค่อยไป  คืนนั้นมีแขกมาล้อมวงกัน  มีคนเขาส่งของจากสำรับมาให้กิน ก็ใส่ปากเลยเคี้ยวหมับๆ เข้าไป เอ๊ะ อะไรกันเนี่ย เคยรู้จักแต่นึกไม่ออก  เคี้ยวๆดู ก็จำกลิ่นได้  แต่ยังนึกชื่อไม่ออก  เอามือล้วงออกมาดูยาวเหยียดเลย  ใช่ใบตองนี่เอง  จากบ้านไปร่วม 5 ปี  พึ่งจะได้กลิ่นใบตองคราวนี้เอง  เขาส่งเมี่ยงคำมาให้เคี้ยวเล่นก็เคี้ยวจริงอย่างว่า  แต่ต้องลอกเอาใบตองออกเสียก่อน  นี่เล่นเคี้ยวทั้งใบตองเลยอ่อนหัดจริงๆ หนานรสเนี่ย

ตอน 3

                ได้ที่ทำงานใหม่  กลางป่า  กลางดง  มีทิวเขาล้อมรอบ  จัดการขึ้นเสาอากาศ  ลูกน้องปีนต้นไม้ยังกะลิง ชื่อ เล็ก คล่องมาก  เลือกที่ได้เหมาะสมแล้วเดินเครื่อง  เล็ก เป็นคนหมุนเครื่องปั่นไฟ  Los   เป็นคนเคาะรหัส   ติดต่อกับฐานที่เกาะซีลอน ติดต่อกันได้สะดวก   เสียแต่ เล็ก  ขี้เกียจหมุนเครื่อง  ต้องกำชับเอาจริง  ไม่หมุนก็ต้องอยู่ด้วยกันที่นี่  กลับออกไปเป็นตายไม่รู้ด้วยนะ  พ่อขุนเอาเรื่องจริงๆ  ในที่สุดก็อยู่ทนกันต่อไป

                อยู่เงียบๆ ทำงานสบายๆ  ได้ไม่นานก็ต้องย้าย  เพราะทหารญี่ปุ่นเข้ามาใกล้เกาะแกะ  อยู่ไม้ไกลจากที่ตั้งเครื่อง  สาย 1  ที่มาบอก  เขาเดินมาจากลำปาง  เดินตามสันเขา  เดินมาตลอดคืน  มาปลุกเราตอนดึก  เราต้องตั้งแผนรับกันคืนนั้นเอง  ไม่มีการยิงกัน  คุณทอง วางคนคุมทางเข้าไม่ให้ทหารญี่ปุ่นผ่านเข้ามาโดยไม่รู้ตัว  เราต้องย้ายเข้าลึกไปกว่านี้อีก  ที่ตรงนี้  มันยังใกล้กับคน กั ทหารญี่ปุ่นอยู่  ที่เลือกมาแต่แรก  คงเป็นเพราะยังใหม่ในเกมส์อยู่เอาสะดวกใกล้บ้านเข้าไว้ก่อน

ตอน 4

                 ตอนขนย้ายคราวนี้  ต้องเอาช้างมาช่วย  เพราะข้าวของสะเบียงกรัง  อาวุธปืน ฯลฯ  แล้วคงทางก็ลำบาก ข้ามห้วย  เข้าป่าลึก เข้าไปอีก ใช้เวลาวันเต็มๆ  หยุดกินข้าวเย็น ตั้งวงติดๆกัน  ช้างเดินลัดเลาะเฉียดวงกินข้าว เป็นวงๆไป  เรือนพัก ของพลพรรคอยู่ตีนเขา  เรือนพักหนานรสอยู่สูงขึ้นไปบนเขต นอนคนเดียว  มีด ปืน อยู่ข้างตัว  อาหารต้องหาเอาเองในป่า  พลพรรคเดินแถวเข้าป่าไผ่  แล้วซ้ายหัน  หน้าเดิน  เก็บหน่อไม้มาทำกิน  หนหนึ่งลูกพรรคคุ้ยโพรงโคนหน่อไม้ไผ่  ล้วงเอาลูกหมูมาได้ 1 ตัว  หน้าตาเป็นหมูชัดๆ  ยาวขนาดฟุตพอดี  เขาแล่ทำเค็มใส่กระบอกตากแดดไว้กันหนอน กันเน่า  เพราะฝนตกชุก  ถึงขนาดนั้นก็ยังมีหนอนในกระบอกจนได้  บุหรี่จะสูบต้องรอเอามาจากวัด  ไม้ขีดต้องตีชุดติดไฟเป่าทำเอง  เรื่องกินชักจะลำบาก  ทะเลาะกันเองกลางดึกก็มี  กรรมการ  คือ หนานรส  เขาลงมาจากยอดเขา เข้าที่พักไปห้มทัพเอง  ได้มีด ถือเอามาเก็บไว้  รุ่งเช้าก็จัดการอัปเปหิไปจากค่ายพัก  พร้อมกับกำชับอย่างเด็ดขากว่า  ถ้าขืนปากโป้งละก้อถึงตาย  เลือกเอา  ลูกพรรคเข้ามารับการฝึก  มาเป็นชุด ๆ ศึกษาจังหวัดจัดส่งมา  ทุกคนเป็นครูประชาบาลของจังหวัด  ตามแต่ศึกษาธิการจะจัดส่งมา เที่ยวละ 20 คน เห็นจะได้

                มาอยู่ที่ใหม่ได้ไม่นาน  ก็มีข่าวว่าญี่ปุ่นมาเกาะแกะอยู่ใกล้ๆ อีกแล้ว  เราก็เตรียมตัวต้องย้ายกันอีก  ร้อนๆ หนาวๆ เป็นวันๆ ไป  เพราะตัดสินใจยาก  เครื่องบินสหรัฐก็ทำข่าวบินข้ามเมืองหลวงโตเกียว เล่นข่มขวัญให้ยอมแพ้อยู่  พวกเราก็ใจระทึกไปกับเขาด้วย

                วันหนึ่งมืดแล้ว  ยืนมองรถวิ่งอยู่ไกลๆ  ก็ได้ข่าวจากวิทยุว่า  ญี่ปุ่นยอมแพ้แล้ว  อะไรจะปานนั้น  เป็นไปแล้วหรือ  ไชโย  ไชโย  ญี่ปุ่นแพ้แล้ว  เรา ไชโย กอดกัน ชโยบนยอดเขามืด ๆ อย่างนั้นแหละ  ไช....โย......ไช............โย  นอนหลับสบายแน่  หมดห่วงแล้ว  หมดงานแล้ว  ไชโย  ไชโย  ไชโย  ฯลฯ

ตอน 5

ย้อนกลับไปที่เรื่องได้ข่าว

                สายมาบอกว่า  สถานีรถไฟเด่นชัยถูกบอมบ์  ข่าวอย่างนี้ต้องไปให้เห็นกับตา  เมื่อตัดสินใจแล้วโดยมิได้นัดแนะกับใคร  เพียงแต่บอกคุณทอง คนเดียว  เรื่องก็เรียบร้อย  ได้รถจักรยานเข้าออกตัวเมืองแพร่  จำไม่ได้ว่าไปถึงเด่นชัยวิธีไหน  แต่จำได้ว่าเอาเล็กไปด้วย  เดินคนละฟากถนนปะปนไปกับชาวบ้านกับทหารญี่ปุ่นนอกเครื่องแบบ  แต่อยู่ในชุดชั้นใน  เดินไปถึงตัวรถจักร์ที่จอดนิ่งอยู่ที่หน้าสถานีรถไฟ  ได้เห็นที่เป็นเขม่าดำขึ้นมาเพราะไฟไหม้  เห็นเป็นที่พอควรแล้วก็เดินกลับ  ระวังตัวแจ ไม่ให้ปืนที่เหน็บเอว ไปโดนอะไรไม่ได้เป็นอันขาด  เป็นอันว่า เด่นชัยถูกบอมบ์จริง

                คืนนั้น  นอนค้างที่บ้านคุณทอง  ได้พบกับศึกษาธิการจังหวัด และ ภรรยา  ได้พบกับข้าหลวงประจำจังหวัดกับลูกสาว  ชื่อคุณแดง  เป็นนักเรียน เรียนจบจากฟิลิปปินส์  รุ่งเช้าจึงได้ปั่นจักรยานกลับไปที่บ้านหนองม่วงไข่เอง  ไปคนเดียว  จำได้ว่า  ตอนเลี้ยวจะข้ามสะพานแม่น้ำ  ปืนพกที่เหน็บเอวอยู่ได้หล่นลงบนถนน ทีกำลังจะเลี้ยวขึ้นสะพาน  ก็หยุดลงเก็บใส่เอวตามเดิมเรียบร้อย  แต่แน่นเอวกว่าคราวที่แล้ว  โชคดีไม่มีอะไรเกิดขึ้น  แต่ทำเอาใจหายไปหมดเลย  นี่เป็นฉากหนึ่งของชีวิตที่ล่อแหลมเอาการ
ตอน 6

โอ  อะไรจะปลอดโปร่งอย่างนี้

สงครามสงบแล้ว  ก็ประชุมคุยกันสบายๆ ข้าวของสงครามก็แยกแยะว่า จะเอาไปไว้ที่ไหน  หนานรสก็เอาปืนคาดเอวกระบอกเดียว  นอกนั้นไม่สนใจอะไรเลย

อยู่กันเปล่าๆ ไปชั่วระยะหนึ่ง  ก็ได้รับคำสั่งให้ไปลำปางที่เรือนข้าหลวงจังหวัด  หนานรสก็แต่งตัวไปแบบชาวบ้าน  กางเกงขาก๊วย  เสื้อหม้อห้อม  อย่างที่เคยใส่เหมือนกับชาวบ้านทั่วไป  ขึ้นรถไฟก่อนจะถึงสถานีลำปางนิดหน่อย  ก็เดินออกไปยืนที่ระเบียงรถเล่น  ก็เห็นนายทหารไทย 2  คน ที่รู้จัก คนหนึ่งชื่อ  อายุส  อิศรเสนา  เสรีไทยฝึกด้วยกันมาที่สหรัฐฯ  อีกคนหนึ่งเป็นเพื่อนนักเรียนไทยที่กลับเมืองไทยด้วยเรือแลกเปลี่ยนชื่อ  Grispholm  คนนี้ชื่อ  สมพร  บุญยคุปต์  เขาจะเห็นหนานรสหรือเปล่าก็ไม่รู้  แต่คิดว่าคงไม่เห็น  รถไฟเข้าสถานี  หนานรสก็จับรถไปจวนข้าหลวงเลย  เดินเข้าไปเฉยๆ  คนในบ้านเขาก็นำไปห้องโถงที่มีเก้าอี้เปล่าเรียงรายอยู่ในห้องอย่างเรียบร้อย  หนานรสก็เข้าไปนั่งรอเฉยๆ อยู่สักครู่ก็มีคนทยอยเข้ามานั่ง  มีนายทหารฝรั่งคนหนึ่งเดินเข้ามาทักทายถามว่า  หนานรส ใช่ไหม  ( ใช่      ตอบเขาไป )

พอนั่งกันไปดูว่าคนจะครบตามที่เขานัดคนไว้  มากันถ้วนหน้าร่วม 15 กว่า ๆคนเห็นจะได้ก็มีทหารญี่ปุ่นในเครื่องแบบของเขาประครองดาบญี่ปุ่น 2 มือ  เดินเข้ามาทำความเคารพหนานรส  พร้อมกับยื่นดาบซามูไรส่งให้  หนานรสก็ลุกขึ้นยืนรับดาบจากมือเขาไว้สองมือตามแบบที่เขาส่งให้  รับมาแล้ว  ไม่มีการพูดจากัน  ต่างคนต่างคำนับกัน  ทำความเคารพกัน  หนานรสรับดามาแล้วก็กวาดตาดูทั่วรอบห้อง  ในที่สุดก็เลือกได้คนหนึ่ง  จึงเดินไปหาพร้อมกับดาบในมือทั้งสองอย่างเดิม  แล้วยื่นดาบให้  ซึ่งเขาก็ลุกขึ้นมาตอบรับเป็นอันเสร็จพิธีจนบัดนี้ก็ยังไม่ทราบว่า  ใครเป็นคนรับดาบซามูไรไป

เสร็จพิธีก็จะกลับ   นายทหารไทยยศพันเอกก็เชิญไปที่บ้านพัก  ไปสนทนากันทั่วไป แล้วก็นอนค้างที่นั่นหนึ่งคืน

รุ่งเช้า  ก็ออกเดินทางโดยที่นายพันเอกนั้น  อาสาเอาเครื่องบินทหารบินมาส่งที่เมืองแพร่พร้อมกับนายทหารนักบินกับนายทหารเรืออีกผู้หนึ่ง  ทั้งหมดมิได้มีการแนะนำชื่อเสียงเรียงนามกันเลย

ได้กลับเมืองแพร่อีก  ได้คุยกับคุณแดงอีกอย่างสนุกสนาน  ในที่สุดก็ถึงวันเดินทางเข้ากรุงเทพฯ  โดยเอาพลพรรคร่วมเดินทางไปด้วย  เราเดินทางทางรถไฟ  เข้ามาพักนอนที่วัดปทุมคงคา  ได้วันที่กำหนด  เราก็ไปเข้าแถวเดินสวนสนามที่ถนนราชดำเนิน  เดินผ่านปะรำที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล  รัชกาลที่ 8  ทรงยืนเป็นประมุขอยู่  เราเดินแถวหน้าเชิดผ่านปะรำ  แล้วก็แตกแถวกันปลายๆถนน  ตัวใครตัวมัน  หนานรส  ก็มีน้องๆ ชายหญิงมาห้อมล้อมต้อนรับพี่ชายหัวหน้าแถว  พากลับบ้านที่หลานหลวง

จากนั้น ก็รอวันเวลาที่จะขึ้นเครื่องบินจากเมืองไทยอีกครั้งหนึ่ง  เพื่อไปจับเรือบรรทุกทหารพันธมิตรที่จะนำกลับไปสหรัฐอเมริกาที่เมืองนิวยอร์ก  เพื่อต่อไปเมือง  URBANA,  ILLINOIS , U, S ,A  เพื่อเข้าศึกษาต่อ  UNIVERSITY  OF  ILLINOIS  ทำปริญญาโทให้สำเร็จจากที่ค้างอยู่ต่อไป

ก็เป็นอันว่าจบเรื่องราวของนายชโรช  โล่ห์สุวรรณ  จากตอนที่โดดร่มลงเมืองแพร่  จนถึงตอนขึ้นเครื่องบินทหารออกจากดอนเมืองมุ่งกลับสหรัฐฯ  เพื่อศึกษาต่อให้จบตามที่ยังค้างไว้  เหตุเพราะสงคราม