ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ
ชีวิตในป่าของเสรีไทยไกวเปล
ชีวิตในป่าของเสรีไทยไกวเปล

             มีอยู่วันหนึ่งพ่อบอกว่า  คุณ ทอง  กันทาธรรม  ซึ่งเป็นญาติของพ่อและเป็นคนบ้านเดียวกัน คือ บ้านแม่คำมี  ได้ชวนคนบ้านหนองม่วงไข่ คือนายอ้วน  ลือวัฒนานนท์  ซึ่งเป็นลุงของผม และนายทวีศักดิ์  สินธุวงศ์ ซึ่งเป็นพี่ของผม (ลูกพี่ลูกน้อง) ให้นำล้อเกวียนเข้าไปในป่าคือห้วยถ้ำ หรือแพะเปียง  เพียงบอกว่าเครื่องบินจะทิ้งร่มลงมา พ่อก็ไม่ได้บอกว่าร่มที่ทิ้งมานั้นมีอะไรบ้าง  ทำไมถึงทิ้งร่มลงมา  มีอะไรเกิดขึ้นพวกเราไม่ทราบ ทราบแต่เพียงว่าให้นำล้อเกวียนเข้าไปในป่าเท่านั้น มาทราบเรื่องเอาตอนหลังว่า  เรื่องที่เกิดขึ้นคืออะไร

            พอพวกเราชาวบ้านหนองม่วงไข่นำล้อเกวียนออกจากบ้านหนองม่วงไข่โดยออกแต่เช้ามืดโดยนัดพบกันที่ปางห้าง(ที่ทำการป่าไม้)ห้วยแม่แฮด และได้พักล้อเกวียนไว้ที่นั่น  พวกเราได้รู้เรื่องราวที่นั่นว่าเรื่องที่เกิดขึ้นคืออะไร ใครคือหัวหน้า เราทำเพื่ออะไรแต่พวกเราก็เฉยๆ โดยกำชับว่าให้ถือเป็นความลับห้ามบอกใครแม้กระทั่งลูกเมีย  ขอให้เป็นความลับจริงๆ  โดยแกนนำคือ นายอ้วน  ลือวัฒนานนท์,  นายทวีศักดิ์  สินธุวงศ์  ได้แยกออกไปที่แพะเปียง ซึ่งอยู่ไม่ไกลนักกับบ้านปาง เพื่อไปทำธุระเกี่ยวกับการหาสถานที่ทิ้งร่มโดยไปหาฟางมาทำเป็นรูปตัวทีเมื่อได้ยินเสียงเครื่องบินก็จะได้จุดฟางเพื่อเป็นสัญญาณให้เครื่องบินรู้ว่าพวกเรารอรับอยู่ที่จุดนี้  พวกเราคอยอยู่เป็นเวลานานและคิดว่าจะมีเครื่องบินทิ้งร่มลงมาจริงหรือไม่ เวลาเท่าใด เพียงแต่ทราบว่าเครื่องบินจะมาทิ้งร่มแน่ในเวลาเที่ยงคืนพวกเราก็รอคอยและได้นำล้อเกวียนเคลื่อนไปที่แพะเปียงซึ่งอยู่ห่างออกไปจากที่เดิมคือบ้านปาง(ที่ทำการป่าไม้)ไม่ไกลประมาณ 1-2 กม.  เมื่อได้เวลาประมาณเที่ยงคืนก็ไม่ได้ยินเสียงเครื่องบินที่บอกว่าจะมาทิ้งร่มในเวลาเที่ยงคืนพวกเราไม่ได้ง่วงนอนกัน เพราะอยากทราบว่าเครื่องบินจะบินมาจริงหรือไม่ เพราะอยากจะเห็นเครื่องบิน  ซึ่งตามปกติแล้วเราจะไม่เคยเห็นเครื่องบินมาก่อนซึ่งเคยเห็นแต่รูปเท่านั้น  เมื่อถึงเวลาเที่ยงคืนพวกเราก็ไม่เห็นวี่แววว่าเครื่องบินจะมาจริงหรือไม่  พวกเราคิดว่าคงไม่มาแล้ว แต่แล้วพวกเราก็ได้ยินเสียงเครื่องบิน  นายทวีศักดิ์  สินธุวงศ์ ได้ทำการส่งสัญญาณติดต่อและแล้วจึงได้จุดกองไฟซึ่งพวกเราได้เตรียมไว้ เครื่องบินได้บินวนอยู่หนึ่งรอบจึงได้ทิ้งร่มลงมา  หนึ่งในร่มที่ทิ้งลงมาได้มีคนไทยคนหนึ่งกระโดดลงมาด้วยโดยร่มเขาได้ลงมาติดกับต้นไม้  พวกเราจึงเข้าไปช่วยตัดกิ่งไม้นำตัวเข้าไปในที่พัก  ซึ่งพวกเราได้สร้างที่พักชั่วคราวเอาไว้  จำนวนร่มที่ทิ้งลงมาในครั้งนี้มีจำนวน 28 ร่ม  มีเครื่องอุปกรณ์สื่อสาร  อาวุธ  ลูกระเบิด  ยารักษาโรค  อาหาร  เครื่องใช้ต่างๆ เช่น จอบ  เสียม  มีด  กระติกน้ำ  ขันน้ำ  เข็มขัด  เครื่องสนาม  ถุงเป้  เครื่องเดินป่า  ไฟฉาย ฯลฯ  พวกเราตื่นเต้นกันมาก  และไม่มีการง่วงนอนกันแต่อย่างใด  เมื่อได้ทำการเก็บสิ่งของที่เครื่องบินทิ้งลงมาแล้วพวกเราได้นำล้อเกวียนที่เตรียมมาบรรทุกสิ่งของเหล่านี้เข้าไปหลบซ่อนอยู่ในป่าหนึ่งวัน พอได้เวลาค่ำมืดแล้วจึงได้นำล้อเกวียนที่บรรทุกสิ่งของกลับเข้าบ้านหนองม่วงไข่ และได้นำสิ่งของเหล่านั้นไปเก็บซ่อนไว้ตามบ้านญาติโดยเก็บไว้เป็นอย่างดี  ต่อมา นาย ทอง  กันทาธรรม ได้ให้ นายอ้วน  ลือวัฒนานนท์  ระดมคนในบ้านหนองม่วงไข่ ซึงเป็นญาติที่ไว้ใจได้เข้าไปอยู่ในป่าที่ห้วยถ้ำใกล้กับลำห้วยแม่ แฮด  โดยทำเป็นที่พักชั่วคราวเพื่อรอคำสั่งจาก นายทอง  กันทาธรรม ว่าจะให้ทำงานอะไรต่อไป

            ต่อมา นายทวีศักดิ์  สินธุวงศ์  ได้ทำการติดตั้งวิทยุรับ-ส่ง เรียบร้อยได้ร่วมมือกับคนไทยที่กระโดดร่มลงมาจากเครื่องบินครั้งแรก  ซึ่งพวกเราตั้งชื่อให้ว่า หนานรส         (นายชโรช โล่ห์สุวรรณ) ดำเนินการ รับ-ส่งวิทยุไปยังฝ่ายสัมพันธมิตรเพื่อขอให้ส่งครูฝึกพร้อมอาวุธ  เสบียงอาหาร  ยารักษาโรค  ส่งมาให้พวกเราที่แพะเปียงตามจุดเดิม  การรับร่มที่ทิ้งลงมาในครั้งนี้เป็นครั้งที่สอง  การนัดหมายในครั้งนี้พวกเรามีประสบการณ์มาแล้ว การทิ้งร่มในครั้งที่สองนี้ได้มีการทิ้งอาวุธลงมาเป็นจำนวนมาก เช่น ปืนทอมสัน  เอ็มทรี  ปืนพกสั้น 11 ม.ม.  ลูกระเบิดชนิดน้อยหน่า  ทิ้งมาเพิ่มให้เมื่อครั้งแรกอีกนอกจากอาวุธแล้วยังมีนายทหารอเมริกันอีก 3 นาย  คือ ร.ท.วอลเตอร์ พี.คูสมัค  ส.ต.วิลเลี่ยม ซี.แกรนท์ และ ส.อ.สตีเว่น ซีคโค คนนี้ทราบว่าเป็นทหารเสนารักษ์ เป็นทั้งครูฝึกและหมอ เพื่อจะได้รักษาพยาบาลพวกเราเมื่อมีการเจ็บป่วย และได้มีคนไทยอีกหนึ่งคนซึ่งได้กระโดดร่มลงมาด้วยมีชื่อว่า ร.ต.แปลง  คำเมือง  นายทหารอเมริกันทั้ง3 นายนั้นพูดภาษาไทยไม่รู้เรื่อง และได้รับความลำบากในเรื่องอาหาร ซึ่งนายทหารอเมริกันทั้ง 3 นาย กินขนมปัง ขนมปังที่เตรียมมาหมด  นายวงศ์  แสนศิริพันธ์ แกนนำคนหนึ่งของพวกเราได้ไปจ้างคนไทยคนหนึ่งอยู่บ้านเชตวัน อำเภอเมือง ซึ่งเคยเป็นกุ๊กให้พวกฝรั่งที่มาทำไม้ในเมืองไทยและอยู่ที่บ้านเชตวัน เข้าไปอยู่ในป่ากับพวกเราเพื่อไปทำขนมปังให้นายทหารอเมริกันทั้ง 3  นาย ทาน  ต่อมาได้มีพวกครูประชาบาลจากอำเภอต่างๆเข้าไปสมทบกับพวกเราในป่า  เพื่อทำการฝึกอาวุธ  สำหรับครูประชาบาลนี้ได้มีศึกษาธิการจังหวัดได้ทำทีออกคำสั่งให้ไปฝึกวิชาลูกเสือครั้งละ 15 วัน  อำเภอละ 15 คน  ทำให้มีคนอยู่ในป่าร่วมขบวนการครั้งนี้มีมากขึ้น  ทำให้ได้รับความลำบากในเรื่องอาหาร ต้องทนอยู่อย่างอดอยาก  มีบางคนออกไปหาเก็บของป่า เช่น ผักต่างๆ  ปู  ปลา  ตามลำห้วยแม่แฮด  สำหรับผู้ที่นำอาหารไปให้พวกเราอยู่เป็นประจำก็คือ นายวงศ์  แสนศิริพันธ์  พวกเราทุกคนสนุกตื่นเต้นไม่คิดถึงบ้านอยู่ในป่าสนุกดี  บางคนเข้าป่าล่าสัตว์ เพื่อนำมาทำเป็นอาหาร

            ด้านการหาข่าวผู้เขียน ได้รับหน้าที่เป็นผู้หาข่าว  ไม่ว่าจะเป็นในป่า หรือนอกป่า เพื่อหาแหล่งข่าวว่าทหารญี่ปุ่นจะมีการเคลื่อนไหวอย่างไรบ้าง  โดยที่แพร่ของเรา ได้มีทหารญี่ปุ่นได้มาตั้งแคมป์อยู่ภายในจังหวัดแพร่หลายแห่ง  ทางสนามบินแพร่ก็มี  ญี่ปุ่นคงจะทราบระแคระคายเหมือนกันว่ามีพวกต่อต้านญี่ปุ่น ที่บ้านหนองม่วงไข่ ได้พยายามสอบถามหาหนทางเข้าบ้านหนองม่วงไข่ ว่าเข้าทางไหน   มีอยู่วันหนึ่งผู้เขียนได้ไปหาข่าวที่กองกำลังทหารญี่ปุ่นที่ตั้งอยู่ที่ ตำบลสบตุ๋ย จังหวัดลำปาง  โดยปลอมตัวเป็นพ่อค้าขายยาสูบ  ซึ่งในช่วงนั้นทางรถไฟจากเด่นชัยไปลำปางนั้นการเดินทางโดยรถไฟไม่สะดวก       พวกอำเภอสองเขาจะปลูกใบยา  ทำเป็นยาเส้น ส่งไปขายที่ลำปางและเชียงใหม่  โดยพวกเราได้นำล้อเกวียนไปรับจ้างขนใบยาจากอำเภอสองไปยังลำปาง จำนวนล้อ 4 คัน  โดยออกจากอำเภอสอง เข้าแพะเปียง เข้าตำบลเวียงต้า ผ่านสถานีรถไฟผาคัน ผาคอ ทะลุเข้าเขตลำปาง ที่สถานีรถไฟปางป๋วย  ผ่านแม่เมาะเข้าสู่ตัวเมืองลำปาง ใช้เวลาเดินทางไปกลับ 15 วัน (ค่าจ้างขนใบยาสูบ 250 บาท) พวกเรานำล้อเข้าไปพักอยู่ติดกับกองกำลังทหารญี่ปุ่น และได้มีทหารญี่ปุ่นเข้ามาดูพวกเรา และ สอบถามพวกเรา และทราบว่าพวกเราเป็นพ่อค้านำยาสูบไปขาย  ทำให้พวกเราได้ทราบความเป็นอยู่ภายในแคมป์ของทหารญี่ปุ่นเป็นอย่างดี  พวกเราได้นอนค้างอยู่ที่นั้น 1 วัน 1 คืน แล้วเดินทางกลับ  ต่อมาฝ่ายสัมพันธมิตรได้นำระเบิดไปทิ้งตรงจุดนี้หลายครั้ง

            เมื่อญี่ปุ่นยอมแพ้  พวกเราทั้งหมดได้รวมพลังกันที่สนามโรงเรียนบ้านหนองม่วงไข่ เพื่อฉลองชัยชนะกัน  โดยได้ใช้โต๊ะ  ม้านั่ง ของโรงเรียนจัดเป็นรูปตัวที   แปลว่า  ไทย  และ หัวหน้าชื่อว่า  ทอง  วันเดียวกันนั้นรัฐบาลได้แต่งตั้ง นายทอง  กันทาธรรม เป็นรัฐมนตรี และเป็นรัฐมนตรีช่วยกระทรวงมหาดไทย  พวกเราได้พากันไชโยโห่ร้องกันเต็มสนามด้วยความดีใจ     

            ขอย้อนเล่าเรื่องในป่าเป็นบางตอนเพื่อทราบดังนี้  เมื่อมีการทิ้งร่มลงมาในป่าครั้งที่สองนั้น ซึ่งมีทหารอเมริกา 3 นาย  คนไทย 1 นาย  เพื่อมาทำหน้าที่ครูฝึกอาวุธที่ทางฝ่ายสัมพันธมิตรได้ทิ้งลงมาให้ทำให้พวกเราได้รับความลำบากในเรื่องภาษาเป็นอย่างมาก จึงได้ขอให้ ร.ท.บุญเรือง  พิมสาร  ซึ่งเป็นญาติกับพวกเราและเป็นนายทหารที่พูดภาษาอังกฤษได้ดีผู้หนึ่งได้เข้าร่วมเป็นครูฝึกให้พวกเราทำให้พวกเราคล่องตัวมากขึ้น และฝึกอาวุธได้คล่องตัวขึ้น  ทหารอเมริกา 3 นายนี้ คือ  ร.ท.วอลเตอร์ พีคูสมัค  ส.ต.วิลเลี่ยม         ซีแกรนท์  นายทหาร 2 นายนี้เป็นคนไม่ชอบพูดมาก และไม่ค่อยจะยิ้มแย้มอะไรกับพวกเราได้แต่ฝึกอย่างเดียวโดยได้อธิบายผ่านล่าม คือ ร.ท.บุญเรือง  พิมสาร    สำหรับ  ส.อ.สตีเว่น  ซีคโค นั้น  เป็นนายทหารเสนารักษ์เป็นครูฝึกบ้าง  ไม่ฝึกบ้าง ชอบมาสูงสิงกับพวกเรา ชอบฮัลโลจับมือ จับบ่ากับพวกเราอยู่เป็นประจำ  บางครั้งนำเปลญวนที่นำติดตัวมา มาผูกกับต้นไม้เป็นการนอนพักผ่อน ชอบใช้พวกเราไกวเปลให้  โดยเฉพาะผม(ผู้เขียน นายสุรินทร์)  จะต้องทำหน้าที่ไกวเปลให้  ส.อ.สตีเว่น  อยู่เป็นประจำ  เพราะอะไรถึงชอบไกวเปลให้นายทหารคนนี้  ก็เพราะว่าผมอยากได้เสื้อผ้าเครื่องแบบทหารของแก  ซึ่งเป็นผ้าเวสป้อยท์ ซึ่งก็ได้จริงๆ  โดยผมเอาชุดกางเกงหม้อห้อมไปแลกเครื่องแบบทหารของแก  เราอยากได้ของเขา  เขาอยากได้ของเราก็สนุกดี

            ส่วนการทิ้งร่มครั้งที่ 3  นั้น เนื่องจากว่าเมื่อมีการฝึกอาวุธทำให้สมาชิกของเรามีมากขึ้นเรื่อยๆ  ทำให้อาหารการกินฝืดเคือง แร้นแค้นลงทุกที  แต่พวกเราก็โชคดีที่ได้รับการสนับสนุนจาก  นายวงศ์  แสนศิริพันธ์ (เจ้าโว้ง) แกนนำคนสำคัญคนหนึ่งของพวกเราได้นำอาหารเข้าไปส่งให้อยู่เรื่อยๆ แต่ก็ยังขัดสนอยู่  พวกเราจึงได้ให้นายทวีศักดิ์  สินธุวงศ์  ได้ส่งวิทยุ  ไปยังฐานทัพฝ่ายสัมพันธมิตร เพื่อขอส่งเสบียงอาหารมาให้พวกเรา  ทางฝ่ายสัมพันธมิตรได้จัดส่งเสบียงอาหารมาให้เราและทิ้งร่มลงมาอีกครั้งเป็นครั้งที่ 3   โดยทิ้งลงในหมู่บ้านหนองม่วงไข่  ณ. บริเวณสนามหน้าโรงเรียนบ้านหนองม่วงไข่ ในเวลาเช้ามืด  จำนวน 20 ร่ม  การทิ้งร่มในครั้งนี้หลังจากที่ญี่ปุ่นได้ยอมแพ้สงครามแล้ว และพวกเราได้เลิกภารกิจในป่ากลับบ้านกันหมดแล้วจึงได้นำอาหารที่ทิ้งลงมาได้นำเข้าไปเก็บไว้ในห้องเรียนที่โรงเรียนบ้านหนองม่วงไข่ และได้นำมาแจกพวกเรานำไปรับประทานกัน