ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ
ญี่ปุ่นบุกเมืองแพร่
ความทรงจำสมัยญี่ปุ่นบุกเมืองแพร่

ถ้าให้เล่าถึงเหตุการณ์ต่างๆ ในช่วงที่ญี่ปุ่นบุกไทย และบทบาทการต่อต้านโดยเสรีไทยสายเมืองแพร่  ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2  ผมก็คงมีประสบการณ์ที่น้อยนิดมาก เพราะในช่วงเวลาดังกล่าว ผมมีอายุแค่ 2-6 ขวบเท่านั้น และที่พอจะจำความได้จริงๆ ก็คงจะเป็นประมาณ พ.ศ. 2487 2488 ซึ่งผมมีอายุประมาณ 5-6 ขวบ  แต่กระนั้นผมก็ยังพอจะจดจำได้อยู่บ้าง  อย่างไรก็ตามเถิด บางครั้งการได้พยายามทบทวนความทรงจำถึงสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาเมื่อ 60 กว่าปีก่อนในขณะที่ตัวเองยังตัวเล็กๆ  มีความคิดความอ่านอย่างเด็กๆ ก็เป็นสิ่งที่น่าภูมิใจ และเกิดความสุขเล็กๆ ขึ้นมาอย่างประหลาด อย่างน้อยก็เกิดจากความรู้สึกของตนเอง

                ในช่วงนั้นผมเป็นเด็กอยู่ที่ตำบลแม่หล่ายในขณะที่จริงๆแล้วพวกเราส่วนใหญ่มีภูมิลำเนาอยู่ที่ ตำบลแม่คำมี อองพ้อง(แม่คำมีรัตนปัญญาในปัจจุบัน) อำเภอร้องกวาง ไม่ใช่อำเภอหนองม่วงไข่ ซึ่งตอนนั้นยังเป็นตำบลหนองม่วงไข่อยู่    พ่อจบการศึกษาจากโรงเรียนพิริยาลัย ในตัวเมืองแพร่ ก่อนที่จะแต่งงานเมื่อประมาณปี  พ.ศ. 2471  และหลังจากนั้นไม่นาน พ่อและแม่ก็ไปทำมาค้าขายอยู่ในตัวเมือง โดยเปิดร้านชื่อ ไทยการค้า เป็นห้องติดกับบ้าน ป้าอุ๊ คุณแม่ของคุณ จำลอง จำรูญ  ศิริพันธ์  ที่ถนนเจริญเมือง  พอประมาณปลายปี  2484  พ่อจึงไปตั้งโรงบ่มใบยาสูบที่ บ้านแม่หล่าย  โดยการชักชวนของพ่อเลี้ยงเหรียญ  สายศร  ซึ่งนับถือพ่อเสมือนพี่ชายคนหนึ่ง  เราจึงเป็นผู้บ่มใบยาสูบเป็นรายแรกๆของเมืองแพร่

                ในช่วงระยะที่สงครามโลกกำลังเข้มข้นอยู่นั้น  ผมจำได้ว่าตรงข้ามบ้านเราที่แม่หล่ายเป็นโรงสีข้าวขนาดใหญ่ มีตระกูลตันจันทร์พงศ์ จากตำบลเด่นชัยเป็นเจ้าของได้ย้ายมาหลบภัยที่นั่น  ครอบครัวนี้มีทั้งคุณพ่อคุณแม่ของคุณเกียรติ (เสี่ยเบี้ยว)  คุณโต ( เสี่ยโต)  ตันจันทร์พงศ์ ซึ่งผมเรียกว่า อา   รวมทั้งลูกเมีย และญาติที่ผมจำได้แม่นหน่อยก็ คือ คุณเสรี และ คุณพายัพ  ตันจันทร์พงศ์  เพราะมีอายุอานามใกล้เคียงกับผม

                เครื่องบินของฝ่ายสัมพันธมิตร คือ สหรัฐอเมริกา ได้พยายามทิ้งระเบิดสะพานต่างๆ เพื่อตัดเส้นทางยุทธศาสตร์ของญี่ปุ่น และนอกจากสะพานบ้านดารา จังหวัดอุตรดิตถ์แล้ว ก็มาทราบภายหลังว่ามีแผนที่จะระเบิดสะพานข้ามแม่น้ำแม่หล่าย และ สะพานข้ามแม่น้ำแม่คำมีด้วย ดังนั้นเมื่อได้ยินเสียงเครื่องบินกระหึ่มมาคราใด พวกผู้ใหญ่ก็จะตะโกนให้พวกเราวิ่งลงหลุมหลบภัยกันจ้าละหวั่น ผมไม่รู้อิโหน่-
อิเหน่ก็วิ่งตามเขาลงไปด้วย

                ขณะที่ผมกำลังวิ่งเล่นซุกซนตามประสาเด็กๆอยู่นั้น ก็บังเอิญแอบไปเห็นกลุ่มผู้ใหญ่ประมาณ 20-30 คน  มีทั้งพ่อและคนที่ผมรู้จักหลายคนกำลังประชุมกันอยู่ที่ชั้นบนของบ้านผม ทั้งๆที่ผมยังอายุประมาณ 5 ขวบ ก็ยังจำได้ว่าเขาพูดกันว่า คืนนั้นจะมีทหารญี่ปุ่นเดินทางผ่านตรงโน้นตรงนี้ และภายในห้องก็มีวัสดุต่างๆวางเรียงรายเต็มไปหมด มีบางอย่างมองดูเหมือนกระต่ายขูดมะพร้าว ( ตามความรู้สึกของผมในตอนนั้น) มาทราบภายหลังว่า มันเป็นปืนกลชนิดต่างๆ และอาวุธยุทโธปกรณ์อื่นๆจนเต็มห้อง อย่างไรก็ตาม  พอดีพวกผู้ใหญ่หันมาเห็นเข้าผมจึงถูกไล่ให้ไปวิ่งเล่นที่อื่น ทั้งๆที่กำลังงงๆอยู่ว่าเขากำลังทำอะไรกันอยู่

                มาทราบภายหลังว่า พ่อ หรือคุณ อุทัย  กันทาธรรม  ซึ่งคนเมืองแพร่เรียกกันว่า พ่อเลี้ยงอุ  ร่วมเป็นพลพรรคเสรีไทยสายเมืองแพร่  พ่อเป็นพี่ชายของ คุณ ทอง  กันทาธรรม  ส.ส. แพร่  ผู้ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้นำของเสรีไทยสายเมืองแพร่พร้อมกับ ส.ส.อีกท่านหนึ่ง คือ จ้าววงศ์  แสนศิริพันธ์  นอกจากจะร่วมกิจกรรมต่างๆในการต่อต้านญี่ปุ่นแล้ว พ่อจะขี่จักรยาน Humber”  คู่ใจ ( ปัจจุบันยังแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์เสรีไทยเมืองแพร่) ตะลอนๆไปยังที่ต่างๆเพื่อหาข่าวความเคลื่อนไหวของญี่ปุ่นอีกด้วย

                ก่อนที่ญี่ปุ่นจะประกาศยุติสงครามในวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2488  ผมก็ขอเล่าความเป็นไปของบ้านเมืองในสมัยนั้นให้ฟังพอเป็นสังเขป  เพราะเมื่อผมเสียชีวิตไปแล้ววันเวลาก็ยิ่งเนิ่นนานออกไปอีกจนทุกสิ่งทุกอย่างก็นับแต่จะเลือนหายไปจนเกือบหมดสิ้น  ในตอนนั้นประมาณปี 2487  ผมได้เริ่มเข้าโรงเรียนเด็กเล็กที่วัดแม่หล่าย มีน้องชายของแม่ คือ อาครอง  วงศ์อรินทร์  เป็นครูผู้สอนก่อนเข้าเรียนในชั้น ป.1 ที่โรงเรียนประชาบาล  ตำบลแม่หล่าย  ถนนหนทางส่วนใหญ่จะเป็นลูกรัง ทั้งๆที่เป็นถนนหลวง (ทางหลวง) ดังนั้นเวลารถยนต์ (ซึ่งมีจำนวนน้อยมาก) แล่นไปก็จะมีฝุ่นฟุ้งตลบไปหมด  เวลารถชะลอหรือจอด  คนในรถจะโดนฝุ่นจนหัวแดงกันไปทั่วไม่ต้องไปย้อมให้ผมแดงเหมือนฝรั่งให้เสียเงินเปล่าปลี้ๆเหมือนสมัยนี้  เราจึงมีกิจวัตรประจำวันอีกอย่างคือ ใช้น้ำราดถนนกันเช้า สาย บ่าย เย็น  ส่วนถนนที่เป็นหลุมเป็นบ่อจึงทำให้รถเต้นเหยงๆจนหัวสั่นหัวคลอนเหมือนเจ้าเข้า  ผมยังได้นั่งรถที่ใช้ถ่านไม้เป็นเชื้อเพลิง  มีเตาขนาดใหญ่อยู่ที่ท้ายรถสูงจนถึงหลังคา  จึงให้คนขึ้นไปเติมถ่านอยู่เสมอๆ  ยางที่ใช้ก็เป็นยางตัน  เวลาจะติดเครื่องยนต์ก็ใช้ที่หมุนซึ่งทำด้วยเหล็กหมุนที่ด้านหน้ารถ  เวลาจะเบรคก็เหยียบเบรคตั้ง 4-5 ครั้ง  มีแตรลมเป็นลูกยางกลมๆอยู่ข้างๆ  คนขับบีบขยำเสียงดังปู๊นๆ  จำได้ว่าเป็นรถโดยสารของ ส่างต่า   เวลาผมจะเดินทางเข้าตัวเมืองกับแม่ ทั้งๆที่ระยะทางแค่  11-12 กม.  แต่ก็ใช้เวลาเป็นชั่วโมงเลยทีเดียว  

                สำหรับการกระโดดร่มนั้นมีด้วยกัน 4 ครั้ง 3 ครั้งแรก เป็นการดำเนินการอย่างลับๆ โดยเครื่องบินดาโกต้า  ของฝ่ายสัมพันธมิตรบินมาจากประเทศศรีลังกา  โดยแพร่เป็นจังหวัดเดียวในภาคเหนือที่มีการทิ้งร่มนำสัมภาระทั้งอาวุธยุทโธปกรณ์  วิทยุรับส่ง  ยารักษาโรค  ฯลฯ  มาลงที่ ตำบลหนองม่วงไข่  จำได้ว่าหลังจากนั้นมีการนำร่มมาตัดเป็นเสื้อใส่กันโก้ไปเลย  สำหรับการทิ้งร่มครั้งสุดท้ายนั้นผมกับแม่ได้ข่าวจึงอยากไปดูกับเขาด้วย  ตอนนั้นที่บ้านเรายังไม่มีรถยนต์กับเขาเลย  ผมจึงเกิดความน้อยอกน้อยใจ  คิดตามประสาเด็กๆว่า  สักวันหนึ่งเถิดผมจะต้องมีรถยนต์กับเขาสักคันให้จงได้

                อย่างไรก็ตามหลังจากนั้นเล็กน้อย พ่อจึงดำริจะซื้อรถยนต์สักคันหนึ่งโดยไปทาบทามซื้อรถโดยสาร สายแพร่ น่าน ยี่ห้อเชฟโรเลต มี โกเกียว เป็นเจ้าของ ตอนนั้นได้ใช้น้ำมันแทนถ่านไม้และ

ใช้ยางเติมลมแทนยางตันแล้ว  ส่วนแตรก็เป็นแตรไฟฟ้า  เวลารถคันนั้นวิ่งผ่านหน้าบ้านพร้อมทั้งกดแตรยาวๆ มีหลายเสียงทำนองเหมือนเสียงเพลง  ผมได้ยินก็เกิดความตื่นเต้นและมีความสุขอย่างประหลาด รีบวิ่งออกมาดูด้วยความดีอกดีใจ เพราะครอบครัวเราจะมีรถยนต์กับเขาแล้ว  ต่อมาเมื่อพ่อซื้อมาแล้วไม่นานนักก็เปลี่ยนเป็นตัวถังรถบรรทุก มี นายหลอม เป็นคนขับ  หลังจากนั้นพ่อก็ซื้อรถเก๋งยี่ห้อ  ดีโซโต้  ( Desoto )  ดูโก้หรูมาก และต้องบรรทุกโดยรถไฟมาจากกรุงเทพฯ เพราะสมัยนั้นไม่มีถนนหนทางสะดวกเหมือนทุกวันนี้  รถคันมี นายสมนึก  เลือดนักรบ ซึ่งย้ายมาจากกรุงเทพฯเป็นคนขับ ซึ่ง นายสมนึก ก็หลงรักสาวเมืองแพร่  เลยไปลงหลักปักฐานมีลูกหลานอยู่ที่เมืองแพร่ตั้งแต่บัดนั้น  สำหรับรถเก๋งคันนั้นก็ใช้ไป รับ ส่งผมในขณะที่ผมเริ่มเรียนในชั้น ป. 4   ที่ โรงเรียนเจริญราษฎร์ ในตัวเมือง  เมื่อปี พ.ศ. 2491 และเป็นนักเรียนประจำอยู่ที่บ้านอาจารย์สิงห์แก้ว  ดีตันนา ถึง 6 ปี

                การที่บ้านเราเริ่มมีรถยนต์ซึ่งเป็นความใฝ่ฝันของผมตั้งแต่วันที่แม่พาผมยืนคอยโบกรถ เพื่อจะขอโดยสารไปดูเขาทิ้งร่ม ที่ ตำบลหนองม่วงไข่  แต่ไม่มีใครยอมจอดรถให้เราขึ้นไปด้วย  อย่างไรก็ตามความที่อยากมีรถยนต์เป็นของตนเองกับเขาสักคัน ก็เป็นความใฝ่ฝันฝังอกฝังใจผมอยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่เด็กๆ ถ้าเป็นเพลงลูกทุ่งก็คงจะเป็นเพลง  ต้องมีสักวัน  ขับร้องโดย ก๊อต  จักรพรรณ์  อาบครบุรี นั่นแหละกระมัง

                หลังสงครามสงบผมก็เห็นพวกตำรวจซึ่งทราบภายหลังว่าเป็นตำรวจสันติบาลจากกรุงเทพฯ นำตัวพ่อไปจากบ้าน เพื่อนำไปค้นหาอาวุธยุทโธปกรณ์ เพราะเกรงว่าจะนำขึ้นมาใช้ทำการกบฏต่อแผ่นดิน ผมยังร้องบอกแม่ กลัวเขาจะนำพ่อไปยิงทิ้ง เพราะโดนจับตัวไปเหมือนกับนักโทษ  พอโตขึ้นจึงได้แต่เฝ้าถามตัวเองว่าอุตส่าห์เสี่ยงชีวิตแทบล้มแทบตาย เกือบโดนทหารญี่ปุ่นยิงทิ้งตั้งหลายครั้งหลายหน ต้องทนตรากตรำลำบาก  ส่วนค่าใช้จ่ายต่างๆ ก็ใช้เงินส่วนตัวทั้งสิ้น ก็เลยอดที่จะคิดไม่ได้ว่า นี่หรือ คือ ผลตอบแทนที่ได้รับ ?

                มีพระบรมราชโองการ  ประกาศสันติภาพในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอนันทมหิดล  เมื่อวันที่ 16  สิงหาคม  2488  โดยมี นาย ทวี  บุณยเกตุ  ในฐานะรัฐมนตรีเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ และในวันที่ 26  กันยายน  2488  ก็ปรากฏโฉมหน้าของขบวนการเสรีไทยซึ่งปฏิบัติการลับทั้งในเมืองไทย และ ต่างประเทศได้โผล่ออกมาให้คนไทยเห็นในวันเดินขบวนสวนสนามที่ลานพระบรมรูปทรงม้า  และในวันนั้นเอง นาย ปรีดี  พนมยงค์  หัวหน้าใหญ่ขบวนการเสรีไทย ได้กล่าวปราศรัยต่อเพื่อนร่วมงาน ซึ่งตลอดเวลา 4 ปี ไม่เคยเห็นหรือรู้จักหน้าค่าตากันเลย เหล่านั้นว่า  ขบวนการเสรีไทย มุ่งจะทำหน้าที่ในฐานะที่เกิดมาเป็นคนไทย  ซึ่งจะต้องสนองคุณชาติ  ขบวนการเสรีไทยมิได้มุ่งหวังทวงเอาตำแหน่งในราชการเป็นรางวัลตอบแทน และการกระทำทั้งหลายของขบวนการเสรีไทยมิได้ทำเพื่อประโยชน์ของบุคคล หรือหมู่คณะใด  แต่ได้ทำไปเพื่อประโยชน์ของคนไทยทั้งมวล

                ในวันนั้นเอง ผมได้รับการบอกเล่าว่า  เสรีไทยจากจังหวัดแพร่  ซึ่งนับว่าเป็นเสรีไทยกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดกลุ่มหนึ่งได้ร่วมไปด้วยถึง 400 คน  อาทิ เช่น  จ้าววงศ์  แสนศิริพันธ์, คุณอุทัย ( อายุในขณะนั้น 38 ปี ) คุณทอง  คุณสม  กันทาธรรม,  คุณทวีศักดิ์  สินธุวงศ์, คุณไข่  กำเหนิดวงศ์, คุณสิงห์  วิริยะพงษ์, คุณอ้วน  ลือวัฒนานนท์, คุณโต  ตันจันทร์พงศ์, คุณมาด  โสภารัตน์, คุณเอี้ยง  แก้วติน ฯลฯ เป็นต้น  ทุกคนแต่งกายด้วยผ้าหม้อห้อม  มีผ้าขาวม้าคาดพุง เป็นสัญลักษณ์ของชาวเมืองแพร่  พร้อมสะพายปืน เดินทางโดยรถไฟจาก ตำบลเด่นชัย  พอถึงสะพานบ้านดารา ( สะพานข้ามแม่น้ำน่านที่ จังหวัดอุตรดิตถ์ )  ปรากฏว่าสะพาน

ถูกระเบิดทำลาย  จึงต้องแพข้ามแม่น้ำกัน เพื่อไปขึ้นรถไฟอีกฟากหนึ่ง  เมื่อเดินทางถึงกรุงเทพฯก็ไปพักอาศัยตามวัดต่างๆ และระหว่างที่เดินสวนสนามจากสนามหลวงไปยังลานพระบรมรูปทรงม้า ท่ามกลางเปลวแดดที่แผดจ้า โดยคุณทวีศักดิ์  สินธุวงศ์  เดินถือธงนำหน้า  มีหลายคนที่ไม่เคยใส่รองเท้ามาก่อนในชีวิต ถูกรองเท้ากัด  บ้างก็ต้องเดินหิ้วรองเท้า  บ้างก็เอารองเท้ายัดใส่อกเสื้อเดินเท้าเปล่า แต่ทุกคนก็มีสีหน้าสดชื่น ยิ้มแย้มอย่างมีความสุข และ รู้สึกภูมิอกภูมิใจที่มีโอกาสรับใช้ชาติบ้านเมืองอันเป็นที่รักของตน  ยามเมื่อมีภัยพิบัติโดยมิได้หวังผลตอบแทนแต่ประการใดทั้งสิ้น

                โดย สวัสดิภาพ  กันทาธรรม

-     อดีตนายกสมาคมชาวแพร่ ปี  2548 2552

-     อดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดแพร่ ปี  2543 2549

-     อดีตผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ  สำนักนายกรัฐมนตรี