ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ
เสรีไทยในอำเภอหนองม่วงไข่
เสรีไทยในอำเภอหนองม่วงไข่

คุณทองได้ชวนคุณทวีศักดิ์และคุณอ้วน ลือวัฒนานนท์  ออกเดินทางไปค้นหาร่มและสัมภาระที่บ้านปากห้วยอ้อยเป็นเวลาหลายวันแต่ก็ไม่พบจนเสบียงหมด ต้องกลับไปหาเสบียงอาหารอีกหลายครั้งก็ยังไม่พบเช่นเคย

มีอยู่วันหนึ่งขณะที่พวกเรากำลังออกค้นหากันอย่างเหนื่อยอ่อนได้พากันหลบเข้าไปพักในโบสถ์ของวัดพระธาตุปูแจซึ่งตั้งอยู่เนินเขาในป่า ซึ่งก็เกือบถูกพวกชาวบ้านที่ไปพบเข้าพากันล้อมจับส่งทางอำเภอเสียแล้ว เพราะขณะนั้นทางการได้ประกาศให้สอดส่องแนวที่ห้า ตอนนั้นมีชาวบ้านคนหนึ่งเผอิญไปเห็นพวกเราเข้า จึงไปรายงานให้ทางกำนันทราบว่ามีแนวที่ห้า เป็นคนจีนหนึ่งคน(คือคุณทอง ซึ่งมีรูปร่างขาวเหมือนคนจีน) และแขกคนหนึ่ง (คือคุณทวีศักดิ์ เพราะผิวค่อนข้างคล้ำและยังไม่ได้โกนเครา) มาหลบอาศัยในโบสถ์ของวัดพระธาตุปูแจ กำนันจึงตีเกราะเคาะไม้เรียกราษฎรทั้งหมู่บ้านไปล้อมรอบวัดพระธาตุไว้แล้ว กำนัน จันทร์ซึ่งเป็นหัวหน้าได้บุกเข้าไปถึงในโบสถ์ พอเห็นคุณทองซึ่งเคยรู้จักกันเข้า จึงทักขึ้นว่า นี่คุณทอง...... มาทำอะไรกันที่นี่คุณทองก็เลยบอกว่า มาสำรวจไม้แป ซึ่งส่างมุ้งทำค้างไว้ก็เลยเป็นอันว่า ไม่ได้เป็นแนวที่ห้าตามที่ถูกกล่าวหา

                เมื่อได้ค้นหากันไม่พบแล้ว คุณทองจึงได้กลับไปรายงานให้ศูนย์ที่กรุงเทพฯได้ทราบพร้อมทั้งส่งข่าวให้คุณทวีศักดิ์ลงไปกรุงเทพฯโดยด่วน เพื่อจะส่งให้คุณทวีศักดิ์เดินทางไปเมืองเดลฮี ประเทศอินเดีย โดยเรือดำน้ำ เพื่อไปฝึกด้านวิทยุสื่อสาร ณ.ที่ตั้งหน่วยงานที่เดลฮี เมื่อฝึกงานเสร็จแล้วจะให้มากระโดดร่มลงเพื่อปฏิบัติงานต่ออีก แต่เผอิญการคมนาคมของช่วงนั้นไม่สะดวก ใช้เวลาเดินทางถึง ๘ วัน จึงลงมาถึงกรุงเทพฯ จึงไม่ทันเดินทางไปเมืองเดลฮีกับเรือดำน้ำ   ทางศูนย์จึงเปลี่ยนแผนฝึกอาวุธและโค๊ตสัญญาณต่าง  ๆ เป็นเวลา      เดือน แล้วจึงเดินทางกลับขึ้นมาปฏิบัติงานต่อ

                   งานแรกที่เมืองแพร่ทางศูนย์ได้ให้คุณทวีศักดิ์หาสถานที่ ที่จะเอาพลร่มและเสบียงอาหารพร้อมทั้งอาวุธ จึงเลือกเอาที่แพะเปียง เป็นจุด เพราะเห็นว่าเป็นที่ราบสูงมีต้นไม้เตี้ย ๆ ไม่หนาแน่นนัก และอยู่ห่างจากหมู่บ้านไม่เท่าไร

                  เรื่องราวเกี่ยวกับแผนที่คุณทวีศักดิ์ ไม่ถนัดจึงกำหนดเอาอำเภอสองเป็นจุดเริ่มต้นให้เครื่องบินล่องมาตามลำน้ำยมทางทิศใต้ เป็นระยะทาง  ๑๒  กิโลเมตร เป็นจุดที่ทิ้งสัมภาระ เมื่อได้แจ้งข่าวไปทางกรุงเทพตามนี้แล้ว ต่อมาอีก    อาทิตย์ คุณทองก็ได้ขึ้นมาจากกรุงเทพพร้อมทั้งกำหนดวันให้เตรียมไปรับพลร่มสัมภาระและอาวุธ

                 เมื่อถึงกำหนดคุณทวีศักดิ์และพรรคพวก จึงนำเกวียนเข้าไปรอรับที่ แพะเปียงไปรอกันอยู่จนเกือบเที่ยงคืน ก็ยังไม่เห็นวี่แวว จึงปรึกษากันว่าคงจะมีเหตุขัดข้องหรือมาไม่ถูกอะไรทำนองนั้น พูดคุยกันได้สักประเดี๋ยว ก็ได้ยินเสียงเครื่องบินกระหึ่มดัง ใกล้เข้ามาจึงได้ส่งสัญญาณไปให้นักบินได้ทราบ ตามที่ได้เรียนมาจนทางเครื่องบินตอบรับ จนแน่ใจแล้ว จึงให้พรรคพวกจุดกองไฟ ทำเครื่องหมายเป็นรูปตัว  ที  เพื่อจะให้ทิ้งร่มให้ถูกทาง เมื่อจุดกองไฟเป็นเครื่องหมายแล้วเครื่องบินก็โฉบมาวน  ๑ รอบ  แล้วปล่อยพลร่มลงมาเป็นลำดับแรก  พอรอบที่สอง จึงทิ้งสัมภาระและอาวุธลงมาอีก  ๒๘ ร่ม  ตกลงมาโดนกิ่งไม้หักโครมครามกันสนั่นป่า

           โดยเฉพาะพลร่มชื่อนาย  สโรช โล่สุวรรณ นั้นลงมาไม่ถึงพื้นดินกับเขาเพราะร่มเกิดไปห้อยอยู่บนต้นไม้ ต้องช่วยกันปีนขึ้นบนต้นไม้ไปปลดเอาตัวลงมากันทุลักทุเล แล้วจัดการเอาชุดหม้อฮ่อม ให้เปลี่ยน พร้อมทั้งตั้งชื่อคำเมืองให้เป็น หนานรส ทันที ตกลงคืนนั้นทั้งคืน           เป็นอันไม่ได้หลับไม่ได้นอนกันเพราะตื่นเต้นกลัวว่าพวกญี่ปุ่นจะรู้เข้า  และจะต้องช่วยกันรวบรวมสัมภาระต่าง ๆ กันจนสว่าง  แล้ว พากันหลบซ่อนอยู่ในป่า พอตกกลางคืนจึงลำเลียงสัมภาระทั้งหมดบรรทุกเกวียนเข้ามายัง บ้านหนองม่วงไข่ (แล้วมาตั้งสถานีวิทยุรับส่งอยู่ที่สวนหลังบ้านของนายยงยุทธ สินธุวงศ์ เดี๋ยวนี้)    ขณะเดี๋ยวกันก็ได้เริ่มติดต่อกับหน่วยงานทางกรุงเทพ แต่การติดต่อ     ก็ไม่สะดวกมากนัก อุปสรรคเกิดจากแบตเตอรี่ที่ใช้งาน ซึ่งไฟไม่ค่อยจะพออยู่เสมอ ๆ ใช้ได้ไม่นานก็หมดหม้อ  การอัดไฟก็ยากลำบาก  สถานที่ปฏิบัติงานก็ต้องขุดเป็นอุโมงค์เพื่อเก็บเสียงไม่ให้ดังออกมาข้างนอก

ในระหว่างที่ทำงานส่งข่าวสารอยู่ที่บ้านหนองม่วงไข่ คุณทวีศักดิ์ได้ออกไปหาข่าวสารจุดสถานที่ตั้งกองทหารของพวกญี่ปุ่นทั้งที่เมืองแพร่ และ ลำปาง  (เช่นที่แพร่ก็ป่าสัก  แม่จั้วะ  เด่นชัย   ลำปางก็ที่หลังโรงไฟฟ้า เก๊าจาว)  เพื่อส่งข่าวไปทางเดลฮี  ให้เครื่องบินสัมพันธมิตรมาทำลายหน่วยที่ตั้งของทหารญี่ปุ่น

พอมาตั้งหน่วยงานที่บ้านหนองม่วงไข่ได้ประมาณ ๒  เดือน พวกญี่ปุ่นชักจะรู้ระแคะระคายข่าวคราวหน่วยงานของพวกเราเข้าบางแล้ว เพราะสายสืบได้แจ้งให้ทราบว่ามีพวกญี่ปุ่นมาป้วนเปี้ยนอยู่ที่ปากทางเข้าบ้านหนองม่วงไข่บ่อยครั้ง พวกเสรีไทยในหนองม่วงไข่จึงได้ย้ายหน่วยงานรับส่งวิทยุเข้าไปอยู่ที่ ดอยผาป่อง ตำบลเวียงต้า อำเภอลอง ไปติดตั้งเครื่องรับส่งวิทยุอยู่บนดอยสูง การติดต่อกับทางเมืองนอกจึงค่อยสะดวกปลอดภัยขึ้น เพราะสถานีอยู่ห่างจากหมู่บ้าน แต่เรื่องของอาหารการกินค่อนข้างจะลำบากมาก ต้องอยู่กันอย่างอด ๆ อยาก ๆ

                มีอยู่วันหนึ่งถึงเวลาอาหารกลางวัน  ไม่มีกับข้าวอื่นใดอยู่เลย นอกจากหมูส้มค้างเดือนอยู่ห่อเดียว  คุณทวีศักดิ์จึงลงไปที่ลำห้วย  เก็บผักกูดยอดอ่อนมาใส่หม้อต้มแล้วบี้หมูส้มค้างเดือนใส่ลงจนหมดพอแกงสุก ลงมือกินกันอย่างเอร็ดอร่อยเอากระบอกไม้มาตักน้ำแกงซดจนหมดหม้อ อาหารพิเศษมื้อนี้เข้าใจว่าคุณทองคงจะจำอย่างไม่รู้ลืม จนกระทั่งคราวหนึ่งได้พากันลงไปที่กรุงเทพฯกันและไปทานอาหารกันที่ภัตตาคารห้อยเทียนเหลา อาหารอย่างดีเรียงรายกันเต็มโต๊ะ คุณทองมองแล้วยังพูดสัพยอกขึ้นว่า อาหารมื้อนี้ ว่าไปแล้วยังสู้ หมูส้มค้างเดือนกับยอดผักกูดที่ผาบ่องมื้อนั้นไม่ได้

                พวกเขาพยายามอดทนต่อสู้กับความยากลำบาก อยู่ถึง ๓ เดือนเห็นว่าจะไปไหวแน่แล้ว  จึงได้ย้ายจาก ผาบ่องไปอยู่ที่ห้วยถ้ำป่าแม่แฮต เพราะมีแหล่งน้ำดีกว่าการหาเสบียงกรังก็สะดวกและอยู่ใกล้กับ เเพะเปียง เมื่อได้ติดตั้งเครื่องส่งเรียบร้อยแล้วก็ได้นัดแนะให้ทางครูฝึกหน่วยนอก ส่งครูฝึกลงมาเพื่อฝึกพลพรรค และอีกไม่กี่วันต่อมาก็มีการส่งพลร่มครูฝึกเสบียงอาหาร พร้อมทั้งอาวุธ มาลงที่แพะเปียงตามเดิม แล้วคุณทองก็ให้คุณทวีศักดิ์และคุณอ้วน    ออกหาพลพรรคเข้ามาทำการฝึก เป็นรุ่นๆรุ่นละ ๑๐๐ คน ซึ่งส่วนมากจะเป็นพวกครูประชาบาล ขณะที่กำลังฝึกพลพรรคอยู่นั้น มีคนไทย ๒ คน เป็นผู้นำญี่ปุ่นเข้ามาสืบข่าวคราวของพวกเรา  แต่เข้ามาไม่ถึงเพราะทางเราได้จัดยามดักอยู่ที่ต้นทางที่จะเข้า  แล้วยามก็ได้จัดการกับญี่ปุ่น ๒ คนและคนไทยอีก ๑ คนฝังเสีย ส่วนคนไทยอีกหนึ่งคนที่เดินทางล่วงหน้าเข้ามาก่อนถูกพวกเราจับนำตัวไปที่แคมป์ สอบสวนดูมีหลักฐานว่า  ได้รับจ้างจากญี่ปุ่นให้นำทาง  เพื่อค้นหาหน่วยที่ตั้งของพวกเราจริง  คุณทองและพรรคพวก  จึงได้ปรึกษากันว่า จะทำอย่างไรดี   หากขืนปล่อยตัวไปก็จะเป็นอันตรายอย่างยิ่งกับพวกเรา  คุณทวีศักดิ์จึงอาสานำตัวออกจากแคมป์ไปประมาณ ๕๐๐ เมตร  แล้วลงมือจัดการฝังเสีย          และตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา  บรรดาพลพรรคที่อยู่ที่แคมป์  ซึ่งก็ได้รู้และเห็นวิธีการ เชือดไก่ให้ลิงดู จึงไม่มีใครกล้าที่จะเอาเรื่องออกมาแพร่พรายข้างนอกอีกขณะที่การฝึกพลพรรคได้ผ่านไปประมาณ ๕ รุ่น จำนวนผู้คนทั้งหมด ๕๐๐ คนเศษก็พอดีเป็นโชคของเมืองไทยเพราะญี่ปุ่นยอมแพ้ พวกเราเลยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ แต่อย่างใดสงครามสงบลงเสียก่อน

                เมื่อเสร็จสิ้นสงครามแล้ว  ทางฝ่ายสัมพันธมิตร อันมีอเมริกากับอังกฤษ ก็จะคิดบัญชีกับประเทศไทยในฐานะที่ร่วมมือกับญี่ปุ่นในการรบ แต่ทางฝ่ายไทยก็ได้นำเอาเสรีไทย มาเป็นข้ออ้าง จึงได้ปลอดภัยมาถึงทุกวันนี้

                งานเสรีไทย  เป็นงานปิดทองหลังพระได้มีการสาบานกัน ก่อนตั้งขบวนการว่า หากเสร็จสิ้นภารกิจแล้ว เสรีไทย   จึงได้สลายตัวเหลือไว้แต่เกียรติให้เป็นที่ภาคภูมิใจแก่ลูกหลานผู้อยู่เบื้องหลังสืบไป

ประวัติสมาชิกเสรีไทยสายหนองม่วงไข่

            จากการออกสำรวจของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ ปีการศึกษา ๒๕๕๒ ในรายวิชา
  ๔๓๑๐๑  สังคมศึกษา เรื่องวิธีการทางประวัติศาสตร์ จึงได้ออกสืบค้นเกี่ยวกับจำนวนสมาชิกเสรีไทยสายหนองม่วงไข่โดยในชั้นแรกได้ข้อมูลจากพิพิธภัณฑ์เสรีไทย โรงแรมภราดรแพร่ ว่ามีจำนวน ๙๖ คน  แบ่งเป็นเสรีไทยตำบลหนองม่วงไข่ จำนวน  ๗๘    คน  ตำบลน้ำรัด จำนวน    ๑๕   คน  ตำบลวังหงส์  จำนวน    คน  ตำบลแม่คำมี จำนวน    คน